บวช

เรื่องเล่าจากการบวช ตอนที่ 2 : การทำบุญทำทานและการถวายสิ่งของให้พระ

บล็อกตอนที่ 2 นี้จะว่ากันด้วยเรื่องของการทำบุญทำทานและการถวายสิ่งของให้พระ คือแต่ก่อนผมเองก็ไม่ค่อยจะมีความรู้เรื่องการทำบุญทำทานอะไรซักเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าการทำบุญคือต้องทำอะไรแบบไหน อะไรทำได้ทำไม่ได้ แต่พอได้มาบวชแล้วก็เลยทำให้เข้าใจอะไรๆ มากขึ้น

การทำบุญ หลายคนเข้าใจว่าเป็นแค่การเอาเงินหรือเอาสิ่งของไปถวายให้พระหรือถวายให้วัด จริงๆ แล้วสิ่งที่เราทำนั่นเรียกว่า การทำทานซึ่งเป็น 1 ใน 10 วิธีการทำบุญ

10 วิธีการทำบุญที่ว่านี้ อยู่ในส่วนของ บุญกิริยาวัตถุ 10ที่มีการทำบุญด้วยวิธีอื่นๆ อย่างเช่น รักษาศีล ภาวนา อะไรต่างๆ อยู่ในนั้นด้วย แต่ผมเองก็คงขอไม่เอารายละเอียดตรงส่วนนั้นมาเขียนลงในบล็อกตอนนี้ เพราะเข้าใจว่าคนที่สนใจก็สามารถศึกษากันเองได้ ส่วนที่ผมจะเน้นในบล็อกตอนนี้คือเรื่องของ ทานมัยคือการทำทาน ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์กับคนที่อ่านมากกว่า

จุดประสงค์ที่แท้จริงของการทำทาน หลายคนมักจะเข้าใจว่าทำไปเพื่อให้ได้ขึ้นสวรรค์ ทำไปแล้วชีวิตจะเจริญรุ่งเรือง เงินทองไหลมาเทมา หรือหากได้ทำบุญทำทานไปแล้วจะสามารถลบล้างสิ่งชั่วๆ ที่เราเคยทำมาได้

จริงๆ ผมเองก็ไม่รู้แน่ชัดหรอกว่า ผลของการทำทานนั้นจะเป็นยังไงบ้าง แต่ผมรู้แค่ว่า เหตุของการทำทาน คือต้องการให้คนเรารู้จักการเสียสละ รู้จักแบ่งปัน รู้จักว่าสิ่งของที่เรามีอยู่มันอาจจะไม่ได้อยู่กับเราตลอดไป (อย่างน้อยตายไปก็เอาไปไม่ได้) และที่สำคัญที่สุด การทำทาน มีไว้เพื่อให้คนเราปล่อยวาง อัตตาเพื่อที่จะเข้าสู่จุดมุ่งหมายสูงสุดของพุทธศาสนา ซึ่งก็คือ นิพพานนั่นเอง

ดังนั้นถ้าเราทำทานเพื่อหวังผล คิดว่าใส่บาตรไปแล้วจะขอให้ผลการเรียนดีขึ้น การงานราบลื่นขึ้น ขอให้ได้แฟนหล่อๆ สวยๆ รวยๆ ขอให้มีเงินทองไหลมาเทมา ฯลฯ ก็แปลว่าเรายัง ยึดติดกับของที่เราให้ไปอยู่ ยังไม่ได้เป็นการให้แบบตัดขาดจริงๆ ซึ่งมันก็เลยทำให้ไม่ตรงกับจุดประสงค์ของการทำทานตั้งแต่แรก

เรื่องการทำบุญทำทาน หลายคนอาจสงสัยว่าถ้าจะเอาของไปถวายพระ มีอะไรบ้างที่ควรเอาไป หรือมีอะไรที่บ้างที่นำไปถวายพระไม่ได้ ในบล็อกตอนนี้ผมเลยจะมาว่าถึงเรื่องนี้กัน แต่บอกไว้นิดนึงว่าข้อมูลตรงส่วนนี้เป็นสิ่งที่ผมได้เรียนรู้มาจากประสบการณ์ตอนที่บวช ดังนั้นถ้าเป็นวัดอื่นๆ ก็อาจจะมีความแตกต่างกันได้

อาหาร

การทำทานด้วยการถวายอาหาร ส่วนใหญ่เราจะนิยมตักบาตรตอนเช้าๆ หรือไม่ก็เอาอาหารไปถวายพระที่วัดตอนสายๆ ซึ่งในส่วนของอาหารที่เอาไปถวายพระนั้นหลักๆ มีสิ่งต้องห้ามคือเนื้อสัตว์ 10 อย่าง เช่น เนื้องู เนื้อสิงโต เนื้อช้าง เนื้อหมา เป็นต้น เหตุผลหลักๆ ที่ห้ามถวายเนื้อพวกนี้ คือเนื้อสัตว์บางชนิดถ้าพระฉันเข้าไปแล้วจะทำให้มีกลิ่นตัวแรง เป็นอันตรายต่อการดำรงชีวิตในป่า หรือเนื้อสัตว์บางอย่างในอดีตเป็นพาหนะของราชา ซึ่งถ้าชาวบ้านไปล่าสัตว์พวกนั้นมาถวายพระก็อาจทำให้เกิดปัญหาได้ เป็นต้น

อาหารที่นำมาถวายพระ ควรเป็นอาหารที่ทำสุกใหม่ๆ ไม่ควรเป็นของเก่าค้างคืน พวกอาหารธรรมดาที่เราทำกินกันตามปกตินี่ก็สามารถเอามาถวายพระได้อยู่แล้ว แต่อาจต้องมีการระวังในเรื่องของอาหารที่มีรสจัด เพราะพระบางรูปอาจไม่สามารถทานอาหารรสจัดได้ รวมถึงการใส่พริกขี้หนูสีเขียวเม็ดเล็กๆ มาในผัดผักบุ้งหรือแกงหน่อไม้นี่ก็ไม่ควรทำ เพราะถ้าพระเผลอกินเข้าไปนี่คงสะดุ้ง ดื่มน้ำแก้เผ็ดกันไม่ทัน พวกปลาที่มีก้างเยอะๆ หรือมีก้างเล็กๆ ที่กินแล้วสามารถติดคอได้ อันนี้ก็อาจต้องพิจารณากันดีๆ ว่าถ้าถวายไปแล้วมันจะอัตรายสำหรับพระหรือเปล่า

ตอนที่ผมบวช พระวัดป่าจะตักอาหารทุกอย่าง ทั้งข้าว ทั้งแกง ใส่ลงในบาตรเดียวกัน แล้วเวลากิน พวกอาหารต่างๆ ที่เราตักมาก็จะไหลมารวมกัน ก็ได้รสชาติแปลกๆ ดี แต่เรื่องรสชาติไม่ใช่ปัญหา ขอแค่เป็นของที่กินได้เป็นพอ

พวกผลไม้ ก็ต้องปอกเปลือกหรือแกะเมล็ดออกให้เรียบร้อยก่อน ซึ่งผมเข้าใจว่าทางโรงครัวคงจะมีคนที่คอยทำหน้าที่จัดเตรียมอาหารไว้ก่อนนำขึ้นถวายพระอยู่แล้ว แต่ก็อาจจะต้องระวังเรื่องผลไม้กันนิดนึงในกรณีที่ผลไม้นั้นอาจมีหนอนหรือแมลงอยู่ เพราะตอนบวชผมเองเคยกัดผลไม้แล้วเจอว่าข้างในมีหนอน แต่ก็ไม่มั่นใจว่าได้กัดโดนตัวหนอนหรือเผลอกินหนอนตัวเป็นๆ เข้าไปด้วยหรือเปล่า (แต่ในกรณีนี้ถ้าพระไม่ได้ตั้งใจที่จะมีเจตนาฆ่าสัตว์ก็ไม่ได้ผิดอะไร)

พวกข้าวสารอาหารแห้ง รวมถึงปลากระป๋อง อันนี้ผมไม่แน่ใจจริงๆ ว่าถ้าถวายพระแล้วพระจะเอามากินยังไง อาจจะเอามาเก็บรวมรวมไว้ที่โรงครัว แล้วค่อยมีคนเอาไปทำเป็นกับข้าวเพื่อถวายพระอีกทีทั้ง แต่พระก็คงไม่ออกมาต้มมาม่าหรือเปิดปลากระป๋องกินหลังจากฉันข้าวเสร็จอยู่แล้วล่ะ (พระวัดป่าฉันข้าวแค่มื้อเดียว) จริงๆ ผมว่าถ้ามีอาหารสดก็ถวายอาหารสดไปจะดีกว่า เพราะพวกอาหารสำเร็จรูปหรืออาหารกระป๋องอาจมีผงชูรสหรือสารกันบูดอยู่เยอะ ซึ่งถ้ากินมากๆ เข้าอาจส่งผลต่อตับหรือไตได้

พวกของหวาน ขนม นม ถ้าไปถวายวัดที่มีเณรอยู่เยอะๆ ก็น่าจะดี เณรน่าจะชอบกินครับ

น้ำดื่มและน้ำปานะ

น้ำดื่มที่เป็นน้ำเปล่า ถ้าจะถวายแบบเป็นขวดแนะนำว่าเอาแบบเป็นแพ็คมาถวายที่วัดจะดีกว่า ไม่ควรเอาน้ำดื่มเป็นขวดไปใส่บาตรให้พระเพราะมันหนัก ถ้าเป็นแบบแก้วน้ำเอามาใส่บาตรก็พอโอเค

น้ำปานะ คือน้ำที่คั้นจากผลไม้ที่มีขนาดไม่ใหญ่กว่ากำปั้น (หรือไม่ใหญ่ไปกว่าผลมะตูม) หลังจากคั้นเสร็จต้องเอามากรองกากออกเพื่อให้เหลือแต่น้ำ แต่ปัจจุบันไม่ค่อยมีใครเอาผลไม้มาคั้นน้ำเพื่อถวายพระแล้ว ส่วนมากจะซื้อน้ำผลไม้แบบเป็นกล่องมาถวายพระกันซะมากกว่า น้ำปานะพระสามารถฉันหลังเที่ยงได้ ไม่ผิดกติกา

น้ำผลไม้แบบกล่องนี่ต้องดูส่วนประกอบดีๆ ครับ ผมเคยเจอน้ำผลไม้ยี่ห้อนึง ที่หน้ากล่องเขียนบอกว่าเป็นน้ำทับทิมรวม 99% ก็ดูดน้ำกินไปได้ครึ่งกล่อง แล้วพอพลิกมาอ่านข้อมูลที่ข้างกล่อง ปรากฏว่าเป็นน้ำทับทิม 97% แล้วอีก 2% คือน้ำเต้าหู้ อ่านเสร็จบ้วนทิ้งเลยครับ เพราะตอนนั้นที่กินน้ำนี้เข้าไปก็เป็นเวลาบ่ายๆ เกือบจะค่ำแล้ว

น้ำที่มีส่วนประกอบของข้าว ถั่ว งา เม็ดบัว หรือเมล็ดพืชอื่นๆ ที่ไม่ใช่ผลไม้นี่ถือว่าเป็น อาหารไม่ใช่น้ำปานะ พระจะฉันได้ถึงไม่เกินเที่ยงวัน ถ้าฉันเกินเที่ยงถือว่าผิด ดังนั้นน้ำทับทิมรวมที่มีส่วนผสมของน้ำเต้าหู้อยู่ด้วยก็จะมีสถานะเป็นอาหาร ไม่ใช่น้ำปานะ

น้ำผลไม้บางยี่ห้อ จะมีกากผลไม้มาด้วย พระฉันได้แต่ต้องกรองเอากากออกไปก่อน ส่วนน้ำผักถือว่าเป็นยา เวลาจะดื่มก็ต้องพิจารณาว่าเป็นยา ไม่ใช่น้ำปานะ ดังนั้นน้ำผักผลไม้รวมจึงอยู่ในสถานะของการเป็นยา ไม่ใช่น้ำปานะ

สาเหตุที่น้ำปานะต้องทำจากผลไม้ที่มีขนาดไม่ใหญ่เกินกว่ากำปั้น ตรงส่วนนี้ผมเคยอ่านเจอมา เค้าบอกว่าในผลไม้ลูกใหญ่ๆ (เช่น สับปะรด แตงโม มะพร้าว) จะมีฮอร์โมนเพศชายอยู่เยอะ ซึ่งถ้าเกิดตอนก่อนนอนพระหนุ่มๆ ไปฉันน้ำผลไม้พวกนี้เข้า ตกดึกอาจฮอร์โมนพุ่งพล่านนอนไม่หลับได้ง่ายๆ แต่ข้อมูลตรงส่วนนี้อาจต้องรอยืนยันจากผู้รู้อีกทีครับ

พวกน้ำผลไม้แบบ 10% 20% ที่ขายกันขวดถูกๆ 5 บาท 10 บาท พวกนี้บางทีเป็นแค่การเอาน้ำตาลมาต้มน้ำแล้วใส่สีใส่กลิ่นเลียนแบบผลไม้จริง (ส่วนมากจะเขียนฉลากว่า น้ำรสส้มไม่ใช่ น้ำส้ม“) ซึ่งการดื่มน้ำพวกนี้เข้าไปมากๆ ดูจะไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพเท่าไหร่ ที่แน่ๆ คืออาจทำให้พระเป็นโรคอ้วนเพราะบริโภคน้ำตาลเยอะ หรืออาจทำให้เป็นเบาหวานได้

เจเล่ หรือ เฉาก๊วย ทำมาจากรากของต้นไม้ พวกนี้สามารถกินเป็นยาได้ ไม่ถือว่าเป็นอาหาร ยกเว้นพวกเจเล่ที่ใส่วุ้นมะพร้าวหรือใส่พวกเม็ดแป้งที่สามารถเคี้ยวได้มาด้วย อันนี้น่าจะถือว่าเป็นอาหาร

น้ำอ้อย ถือว่าเป็นยา ไม่ใช่ปานะ (แต่บางตำราก็บอกว่าอยู่ก้ำกึ่งระหว่างยากับปานะ) ส่วนพวกชาเขียว ไม่ว่าจะเป็นแบบพร้อมดื่มหรือแบบเป็นผงให้เอาไปชงกินเอง อันนี้ก็น่าจะอยู่ในส่วนของการเป็นยา

ปนมัตถ์ หรือ ปารมัตถ์

อันนี้หลายคนเข้าใจผิดเขียนเป็น ปรมัตถ์ซึ่งมันเป็นคนละคำ คนละความหมายนะครับ ปนมัตถ์นี่เป็นของกินที่ไม่ถือว่าเป็นอาหาร พระสามารถฉันหลังเที่ยงได้ จุดประสงค์ที่อนุญาตให้พระฉันของพวกนี้ได้คือเพื่อบำรุงสุขภาพ หรือเพื่อบรรเทาความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนัก

ปนมัตถ์หลักๆ ที่รู้จะมี 2 อย่าง คือ กาลิก ได้แก่เนยใส เนยข้น (ที่บ้านเราเรียกชีส แบบที่เอามาใส่ในพิซซ่า) น้ำมัน (เช่นพวกน้ำมันตับปลา) น้ำตาล น้ำผึ้ง กับอีกอย่างนึงคือพืชผักสมุนไพร เช่น กระเทียม กระชาย พริก ขิง ข่า ตะไคร้ มะนาว หัวหอม กะเพรา โหระพา ใบพลู เป็นต้น

เวลาพระทำงานมาเหนื่อยๆ ตลอดทั้งวัน ตอนเย็นๆ ก็สามารถเอาของพวกนี้มาทำกินได้ เช่น อาจจะหั่นซอยพวกขิง ข่า ตะไคร้ แล้วใส่พวกน้ำผึ้ง เนย มะนาว ลงไป เพื่อกินแก้เหนื่อยได้ หรือบางทีก็อาจจะเอาขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด กะเพรา โหระพา พวกนี้มาต้ม ซึ่งรสชาติที่ออกมาก็จะคล้ายๆ ต้มยำ แต่ก็คือกินเพื่อแก้เหนื่อยล่ะนะ เพราะกินมากไปก็ไม่ดี สมุนไพรส่วนใหญ่ที่จะเอามาทำนี่ก็มีสรรพคุณช่วยเป็นยาระบายทั้งนั้น กินเยอะไปอาจจะท้องเสียแล้วเหนื่อยหนักกว่าเดิม

พระมีงานหนักอะไรที่ทำให้ต้องเหนื่อยขนาดนั้น? จริงๆ แล้วถ้าแค่นั่งสมาธิ เดินจงกรม หรือภาวนา มันก็ไม่เหนื่อยหรอก แต่ถ้าใครได้ไปดูตามวัดต่างจังหวัด ที่อาจจะกำลังมีการก่อสร้างอาคาร หรือบูรณะซ่อมแซมวัดอยู่ บางทีวัดก็มีเงินไม่พอที่จะไปจ้างช่างมาสร้างหรือมาซ่อม ก็อาศัยแรงพระเณรที่อยู่ในวัดนี่แหละไปช่วยกันทำ หรือบางทีมีการจัดงานที่วัด ในส่วนงานที่เป็นด้านพิธีการของสงฆ์อันนี้ก็ต้องเป็นฝ่ายพระที่ต้องไปจัดเตรียมสถานที่ทำอะไรเองเหมือนกัน บางคนอาจจะบอกงานพวกนี้ไม่ใช่กิจของสงฆ์ คือจะว่าไปมันก็ใช่อ่ะนะแต่บางสิ่งบางอย่างถ้ามันไม่มีคนมาช่วยทำพระก็ต้องลงไปทำเองอยู่เหมือนกัน

หนังสือ

ตอนที่ผมบวช เวลาว่างๆ ก็จะชอบหาหนังสือมาอ่าน โชคดีที่วัดที่ไปบวชมีหนังสืออยู่มากมายเต็มตู้ ก็เลยได้ใช้เวลาตรงนี้ศึกษาหาความรู้อะไรใหม่ๆ ได้เยอะ

นอกจากถวายอาหารแล้ว การบริจาคหนังสือให้วัดก็เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ครับ มีหนังสือหลายอย่างที่พระสามารถอ่านได้และมีหนังสือหลายอย่างที่ควรจะมีติดวัดไว้ ตัวอย่างหนังสือที่น่าจะหามาบริจาคให้กับวัด เช่น

หนังสือธรรมมะ แน่นอนอยู่แล้ว แต่หนังสือธรรมะที่เห็นมีวางขายอยู่ตามท้องตลาดเดี๋ยวนี้มักจะมีพวกความเชื่อหรือความงมงายแอบแฝงอยู่เยอะ เช่นพวกทำนายทายทัก ดูดวง แก้กรรม หรืออะไรทำนองนี้ที่มันไม่ใช่หลักการที่แท้จริงของพุทธศาสนา ทางที่ดีผมว่าเลือกเอาหนังสือที่เป็นธรรมหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยตรงน่าจะดีกว่า อย่างเช่นหนังสือที่ท่านพุทธทาสเขียนขึ้นมานี่ก็โอเค

บทสวดมนต์ เอาไว้ให้พระหัดท่องบทสวด หรือเผื่อบางทีญาติโยมมาทำบุญที่วัดก็สามารถเปิดดูหนังสือดูบทสวดที่ถูกต้องได้ หนังสือสวดมนต์ถ้าหาแบบที่มีการแปลความหมายของบทสวดได้ก็จะยิ่งดีครับ ตอนท่องบทสวดมนต์บางทีผมก็ชอบเปิดอ่านศึกษาความหมายของบทสวดนั้นๆ ไปด้วย

คู่มือพระบวชใหม่ สำหรับพระบวชใหม่นี่หนังสือพวกนี้ช่วยได้เยอะมากๆ นะ เพราะจะมีอธิบายในเรื่องของระเบียบวินัยหรือหลักปฏิบัติที่พระใหม่ควรจะรู้ เพื่อที่จะได้ไม่ทำอะไรผิดพลาดโดยไม่ตั้งใจ อีกทั้งหนังสือบางเล่มจะมีข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่าขณะที่บวชควรทำตัวยังไง ปฏิบัติยังไง ตอนที่ผมบวชผมก็ได้ศึกษาอะไรหลายๆ อย่างจากหนังสือพวกนี้แหละ

คู่มือการใช้ยา พระก็เจ็บป่วยเป็น และวัดเดี๋ยวนี้ก็มักจะมีชุดยาสามัญประจำบ้านอยู่ในวัดอยู่แล้ว ถ้ามีการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ พระก็สามารถเอายาที่มีอยู่มากินเองได้โดยไม่จำเป็นต้องไปหาหมอ แต่ก็ควรจะรู้เรื่องยาที่กิน เพื่อที่จะได้ไม่ทำให้เกิดอันตรายหากใช้ยาผิดๆ

การปฐมพยาบาลเบื้องต้น ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ เช่น ลื่นล้ม แผลถลอก แมลงสัตว์กัดต่อย หรืออุบัติเหตุอื่นๆ รวมถึงโรคประจำตัวที่อาจต้องมีการดูแลรักษาอย่างเร่งด่วน การมีคู่มือวิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้นไว้ใช้ในยามฉุกเฉินก็เป็นสิ่งที่จำเป็นครับ โดยเฉพาะวัดป่าในหน้าฝนที่หากฝนตกตอนกลางคืนอาจจะมีพวกสัตว์มีพิษเข้าไปทำอันตรายกับพระได้ การเรียนรู้วิธีรักษาตัวเองไว้นี่ก็จะช่วยลดอาการบาดเจ็บได้เยอะ

แผนที่ทางหลวง จริงๆ ก็อาจจะไม่มีความจำเป็นมากนัก แต่ในบางทีถ้าพระต้องเดินทางไปรับกิจนิมนต์ที่ต่างจังหวัด การมีแผนที่ไว้คอยดูระหว่างเดินทางก็จะช่วยได้เยอะ

ยารักษาโรค

จริงๆ จะซื้อพวกชุดยาสามัญประจำบ้าน ที่มีขายตามร้านขายยา หรือตามอนามัย เอาไปถวายพระก็ได้ ซึ่งยาหลักๆ ที่น่าจะมีก็อย่างเช่น พารา ยาแก้หวัด แก้แพ้ ยารักษากรดในกระเพาะอาหาร ผงเกลือแร่ ยาแก้ไอ ยาหม่อง เหล่านี้เป็นต้น หรือถ้ามีพวกอุปกรณ์ทำแผล เช่น แอลกอฮอล์ ผ้าก๊อซ พลาสเตอร์ ได้ด้วยก็จะดีมาก

ของใช้

พวกสบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน อะไรพวกนี้ก็สามารถเอาไปบริจาคได้ ยาทากันยุงอันนี้สำคัญ ยาสระผม จริงๆ แล้วพวกที่เป็นสูตรบำรุงเส้นผมนุ่มสลวยที่คงไม่จำเป็น อาจจะเป็นพวกที่มีสารช่วยบำรุงหนังศรีษะ หรือถ้าง่ายที่สุดก็พวกแชมพูสระผมสำหรับเด็กไปเลยก็ได้ เพราะสำหรับพระนั้นก็ไม่ได้ต้องการใช้แชมพูอะไรมากมายอยู่แล้ว

พวกของใช้อื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับวัด เช่น ไม้กวาด น้ำยาล้างห้องน้ำ เทียน ไฟฉาย อะไรพวกนี้ถ้าจะบริจาคก็อาจจะลองสอบถามทางวัดดูก่อนก็ได้ว่ามีความต้องการหรือเปล่า เพราะบางทีของพวกนี้ก็มีคนเอามาถวายเยอะแล้ว อาจจะไม่จำเป็นต้องเอามาเพิ่มเท่าไหร่

ที่สำคัญที่สุดคือเงิน ไม่ควรถวายพระ เพราะพระเองก็ไม่น่าจะมีความจำเป็นต้องใช้เงินอยู่แล้ว ตอนผมบวชนี่ก็มีกฏว่าไม่ให้รับเงินเลย ถ้าเกิดมีคนถวายมาก็ให้เอาไปใส่เป็นของวัด ไม่ให้เก็บเป็นของสงฆ์ ซึ่งตลอดช่วงที่ผมบวชมาประมาณ 20วัน ก็ไม่เห็นจะมีความจำเป็นอะไรที่ต้องใช้เงินส่วนตัวเลย ถ้าใครต้องการบริจาคเงินให้วัดจริงๆ ก็ถวายเป็นค่าน้ำค่าไฟตามจำนวนที่เหมาะสม น่าจะโอเคกว่า

ของทุกอย่างที่มีคนบริจาคให้เราตอนที่บวชเป็นพระ พอสึกแล้วต้องคืนของนั้นให้กับวัด ไม่ควรเอากลับเป็นสมบัติติดตัวไปเพราะถือว่าของนั้นๆ เป็นของๆ พระ ไม่ใช่ของฆราวาส

ประโยชน์ของการทำทาน

ก็อย่างที่บอกไปว่าการทำทานนี่จุดประสงค์จริงๆ ก็มีแค่การทำให้เรารู้จักเสียสละ รู้จักปล่อยวาง เท่านั้นเอง ผลตอบแทนจากการทำทานนี่ไม่จำเป็นต้องมีเลยด้วยซ้ำ เพราะแค่ให้ไป ถ้าเราได้รับความสุขใจกลับมา นั่นก็เท่ากับว่าเราได้คืนแล้ว

ผลพลอยได้จากการทำทาน ผมรู้สึกว่าอย่างน้อยๆ ก็ได้ประโยชน์แบบเห็นได้ชัดอยู่ข้อนึง ตรงที่ทำให้เป็นคนรอบคอบมากขึ้น เพราะมีความช่างสังเกต อ่านฉลาก ดูส่วนประกอบหรือส่วนผสมของอาหารที่จะนำไปถวายพระ เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้เวลาพระรับของเราไปแล้วจะได้ไม่เผลอทำผิดศีลโดยไม่ตั้งใจ

การอ่านฉลากตอนจะซื้อของไปถวายพระนี่ก็ช่วยให้ผมรู้ว่าอาหารอะไรที่มันมีประโยชน์ต่อร่างการบ้าง อาหารอะไรที่ไม่ได้มีประโยชน์เลย ควรหลีกเลี่ยง ซึ่งก็รวมถึงการเลือกซื้อข้าวของเครื่องใช้ไปถวายพระด้วยเพราะเวลาเราจะเลือกของไปถวายพระเนี่ยเราก็อยากจะให้พระได้ของที่ดีที่สุด ดังนั้นตอนจะซื้อก็เลยมีการเปรียบเทียบพวกสบู่ ยาสีฟัน หรือของใช้ต่างๆ ทำให้ได้รู้ว่ายี่ห้อไหนคุ้มค่าคุ้มราคาเงิน สมควรที่จะนำไปถวายพระ หรือสมควรที่จะซื้อมาใช้เอง ซึ่งผลพลอยได้ตรงส่วนนี้ก็จะทำให้ใช้เงินซื้อของได้คุ้มค่ากับราคาที่เราจ่ายไป

ถ้าเกิดจะซื้อชุดสังฆทานไปถวายพระ ถ้าเจอร้านที่ดีก็ดีไป แต่ถ้าไปเจอร้านที่แย่ ก็อาจจะมีการแอบเอาของไม่ดีมาปน เช่น ของที่ใกล้จะหมดอายุ หรือของคุณภาพต่ำ เอามาแอบซุกไว้ตรงด้านล่างๆ เป็นต้น ซึ่งผมว่าถ้ามีเวลาซักนิดเดินไปหาเลือกซื้อของมาถวายพระเองน่าจะดีกว่า

การจะบริจาคหรือทำทาน ควรทำด้วยปริมาณที่เหมาะสม ไม่ควรทำทานมากเกินไปจนเดือดร้อนตัวเองหรือไม่เดือดร้อนผู้อื่น ถวายอาหารไปเยอะๆ พระก็กินได้แค่พออิ่ม ถวายสิ่งของไปเยอะๆ พระก็เอาไปใช้ได้เท่าที่มีความจำเป็นต้องใช้ ดังนั้นจะทำบุญทำทานหรือจะบริจาคอะไรก็ควรเอาให้มันพอดีๆ

สุดท้ายนี้ก็ขอให้คนที่ตั้งใจทำบุญทำทานทุกท่านได้ทำอย่างที่ตั้งใจไว้ ขอให้พระดีๆ อยู่คู่กับสังคมไทยต่อไป และขอให้ได้ประโยชน์จากการทำบุญกันทุกคนครับ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s