บวช

เรื่องเล่าจากการบวช ตอนที่ 1 : บวชแล้วได้อะไร

เมื่อวันที่ 14 เมษา – 4 พฤษภา ที่ผ่านมา ผมกับน้องชายได้มาบวชที่วัดป่านาเหล่า ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านกอก อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบล เป็นวัดป่าสายวัดหนองป่าพง ตัววัดอยู่ห่างจากหมู่บ้านพอสมควร บรรยากาศเงียบสงบร่มรื่นดีมาก ไม่ค่อยมีคนผ่านไปผ่านมาเท่าไหร่ การบวชครั้งนี้ได้อะไรกลับมามากมาย เลยอยากบันทึกเอาไว้ซักหน่อย

การเตรียมตัวก่อนบวช

อย่างที่เคยบอกในบล็อกตอนที่แล้วว่าผมตั้งใจจะมาบวชเพราะอยากค้นหา อยากศึกษาอะไรหลายๆ อย่าง และเลือกที่จะมาบวชวัดป่าเพราะอยากได้สถานที่สงบๆ เพื่อที่จะได้ตั้งใจปฏิบัติศึกษาธรรม และตลอดการบวชตั้งใจว่าจะไม่ใช้มือถือเลย ให้สมาธิอยู่กับการบวชอย่างเดียว

เนื่องจากผมยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับหลักการหรือแนวทางปฏิบัติของวัดป่าเท่าไหร่ ก่อนบวชก็เลยไปลองศึกษาการใช้ชีวิตของพระวัดป่า ที่วัดป่าเชิงเลน กรุงเทพฯ โดยไปขออยู่กับคนที่เขามาอยู่ที่วัดเพื่อเตรียมตัวบวชเป็นพระ (เขาเรียกกันว่ามาอยู่เป็นผ้าขาว หรืออยู่เป็นนาค) ซึ่งผมก็ไปขออยู่เป็นนาคกับเค้าด้วย ก็คือไปทำอะไรต่างๆ เหมือนกับเค้าเลย กินข้าวมื้อเดียว ทำวัตรเช้าเย็น นอนศาลาวัด เดินตามพระบิณฑบาตร ช่วยงานในวัดช่วยอะไรต่างๆ เหมือนกันกับเค้า เพียงแต่ไม่ได้ไปบวชกับเค้าเฉยๆ การไปขออยู่เป็นนาคแบบชั่วคราวที่วัดป่าเชิงเลนก็ทำให้ผมหายกังวล หายข้องใจ และได้ความคิดได้อะไรดีๆ กลับมาเยอะเหมือนกัน

ก่อนบวชผมเตรียมความพร้อมสำหรับการบวชพระโดยงดกินข้าวเย็น นั่งสมาธิก่อนนอนวันละประมาณ 10-15 นาที แล้วก็ศึกษาพวกหนังสือที่เป็นคำแนะนำสำหรับพระบวชใหม่ ว่าต้องทำอะไรยังไงบ้าง มีอ่านพวกคำขานนาคไว้ด้วยแต่ยังไม่ได้เริ่มท่อง

วันที่ 12 เมษา ผมกับน้องชายก็มาอยู่เป็นนาคที่วัดป่านาเหล่า ใส่ชุดขาว กินข้าวมื้อเดียว และก็นอนอยู่ที่กุฏิพระในวัด อาจารย์ท่านให้หัดท่องคำขานนาค ใช้แบบอุกาสะนาคคู่ ผมกับน้องก็พากันมานั่งท่องบทสวดกันที่โบสถ์ แต่ก็ไม่ได้ไปซ้อมสวดจริงๆ กับพระอุปัชฌาย์ สุดท้ายก็ท่องกันไม่ค่อยได้ อาจารย์เลยบอกว่างั้นไม่เป็นไร เดี๋ยวตอนบวชจะมีพระคอยบอกคำขานนาคให้เอง

วันบวช

วันที่ 14 เมษา เป็นวันที่ผมตื่นเต้นมาก เพราะจะได้บวชเป็นพระแล้ว แต่ยังท่องคำขานนาคไม่ได้ ลองใส่จีวรก็ไม่เคย บาตรก็ยังไม่ได้แตะ อะไรๆ ก็เหมือนจะไม่ค่อยพร้อมเลย

คือจริงๆ แล้วการมาบวชวัดป่าที่นี่เค้ากำหนดว่าให้มาอยู่เป็นนาคก่อนซักอาทิตย์นึง เพื่อจะได้มาฝึกมาเตรียมตัวอะไรต่างๆ ไว้สำหรับการบวชเป็นพระ แต่เนื่องจากผมไม่ได้คุยรายละเอียดเรื่องนี้กับทางวัดหรือทางที่ทำงานไว้แต่แรก เลยได้มีเวลาเตรียมตัวแค่ 2 วัน ซึ่งมันน้อยไปนิด

พิธีการบวชเป็นไปอย่างเรียบง่าย คือไม่ได้มีการจัดงานอะไรเลย ตอนเช้าก็กินข้าวเช้าที่วัด จากนั้นอาจารย์ก็ให้นาคกราบขอขมาพ่อกับแม่ แล้วให้พ่อกับแม่เอาบาตรกับผ้าไตรให้นาค พอสายๆ หน่อย ประมาณ 9 โมงเช้า ญาติพี่น้องผู้หลักผู้ใหญ่มากันครบ ก็เริ่มโกนผมนาคเลย ไม่ได้มีการทำพิธีสู่ขวัญนาคหรือพิธีการอะไรมากมาย แค่นั่งเก้าอี้พนมมือถือดอกไม้ธูปเทียน ให้ญาติๆ มาตัดผม พอตัดเสร็จครบทุกคนแล้วก็โกนเลย

พอโกนผมเสร็จก็ไปเปลี่ยนชุดจากผ้าขาวเป็นชุดนาค แล้วก็ไปถ่ายรูปกับญาติๆ ที่โบสถ์ เวลาตอนนั้นน่าจะประมาณ 11 โมง หลังจากถ่ายรูปกับญาติๆ กับเพื่อนๆ เสร็จ เขาก็พากันไปรอที่วัดบ้านกอก เพราะว่าจะไปทำพิธีบวชกันที่นั่น ส่วนผมกับน้องก็นั่งรออยู่วัด เวลาประมาณบ่ายโมงกว่าๆ ก็จะมีรถตู้ของวัดมารับตัวพาไปที่วัดบ้านกอกเพื่อทำพิธีบวช ไม่มีการแห่นาคหรือทำอะไรให้วุ่นวาย ไปบวชแบบเฉยๆ เลย

พอไปถึงวัดบ้านกอก ก็ไปเดินเวียนเทียนรอบโบสถ์อยู่ 3 รอบ โปรยเงินโปรยทาน เสร็จแล้วก็เข้าไปทำพิธีในอุโบสถ พระท่านพากล่าวคำสวดเราก็ว่าตามท่านไปจนจบ พอสุดท้ายก็จะเป็นการตั้งชื่อให้พระ ผมได้ชื่อว่า “ปภากโร” แปลว่า “ผู้มีปัญญาเปล่งประกาย” ส่วนน้องชายได้ชื่อว่า “อานันโท” แปลว่า “ผู้มีอารมณ์ดี”

หลังจากทำพิธีบวชเสร็จ พอเดินลงมาจากบันไดอุโบสถ อาจารย์ท่านก็ให้เดินขึ้นรถตู้กลับวัดเลย พอมาถึงวัดก็ถอดจีวรออก ถ่ายรูปกับเพื่อนๆ นิดหน่อย พอญาติๆ กับเพื่อนๆ กลับกันหมด พวกผมก็ตามอาจารย์ไปที่ศาลาเพื่อทำพิธีต่อ

เริ่มต้นการเป็นพระ

พิธีกรรมที่ต้องทำหลังจากที่บวชเสร็จแล้วก็คือการอธิษฐานข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ของเรา ไม่ว่าจะเป็นบาตร ผ้าไตร หรือผ้าเช็ดบาตร พร้อมกับรับของใช้อื่นๆ ที่จำเป็น

ของที่พระใหม่จะได้ในวันที่บวชก็คือ

1. สบง คือผ้าที่ใช้นุ่ง มีให้ 2 ผืน คือผืนหลักผืนนึง กับผืนสำรองอีกผืนนึง
2. จีวร คือผ้าที่พระใช้ห่มคลุมร่างกาย หรือใช้ห่มตอนนอนก็ได้ มีให้ใช้ผืนเดียว
3. สังฆาฏิ คือผ้าที่ใช้พาดบ่าตอนทำพิธีกรรม มีให้ผืนเดียวเหมือนกัน
4. ประคตเอว คือผ้าที่ทำเป็นเชือกไว้สำหรับมัดสบงที่เอวไว้ไม่ให้หลุด
5. อังสะ เป็นลักษณะคล้ายๆ เสื้อ มีให้ 2 ตัว
6. บาตร
7. ถลกบาตร คือผ้าที่ใช้รองบาตร และมีสายห้อยไว้สะพายไหล่
8. ฐานรองบาตร
9. ผ้ารองนั่ง เอาไว้ใช้ปูรองพื้นเวลาสวดมนต์หรือฉันอาหาร
10. ผ้าปิดบาตร และผ้ารองตัก เอาไว้ใช้เวลาฉันอาหาร
11. ย่าม เอาไว้ใส่ของ
12. อุปกรณ์อื่นๆ ที่จำเป็น เช่น หนังสือสวดมนต์ ไฟฉาย นาฬิกาปลุก เครื่องอาบน้ำ ผ้าเช็ดตัว ช้อน แก้วน้ำฯ

พวกผ้าครองกับผ้าใช้นี่ต้องมาทำการพินธุก่อน คือเป็นการเอาปากกามาเขียนวงกลมเล็กๆ ไว้ 3 วงแล้วก็ท่องคำอธิษฐานว่าผ้าผืนนี้จะเอาไว้สำหรับใช้ทำอะไร

พวกผ้าไตรจีวร อาจารย์ท่านให้ใช้ของวัดหมดเลย เพราะของพระวัดป่ากับพระวัดบ้านจะใช้ไม่เหมือนกัน ถ้าไปซื้อมาเองอาจจะซื้อมาผิด บาตรก็ให้ใช้ของวัด ส่วนพวกของใช้ต่างๆ เช่นเครื่องอาบน้ำนี่พอดีว่าตอนบวชเสร็จไม่ได้เอาติดตัวมาด้วย เลยต้องขอใช้ของวัดหมดเลย มีของติดตัวมาแค่อย่างเดียวคือรองเท้าแตะ

พวกอัฐบริขาร เช่นเข็มเย็บผ้ากับด้ายหรือเครื่องกรองน้ำนี่จริงๆ แล้วไม่มีก็ได้นะ เพราะตอนบวชก็ไม่ได้มีการตรวจเช็คอะไร แต่ก็ได้บอกให้ญาติโยมเอามาประเคนเพิ่มให้ทีหลังเพื่อที่ของจะได้ครบถูกต้องตามหลักกติกา

กิจวัตรประจำวัน

ภารกิจในแต่ละวัน จะมีหลักปฏิบัติตามช่วงเวลาดังนี้

03:15 ตื่นนอน ล้างหน้าแปรงฟัน ทำภารกิจส่วนตัว
03:30 มารวมกันที่ศาลาใหญ่ เอาบาตรมาตั้งวาง กรอกน้ำล้างบาตร ห่มจีวรแบบเฉวียงบ่า พาดสังฆาฏิ เตรียมตัวสวดมนต์
03:50 ทำวัตรเช้า
04:40 นั่งสมาธิ 10-15 นาที
05:00 เปลี่ยนมาห่มจีวรแบบบิณฑบาตร เตรียมตัวออกเดินทาง
05:15 สะพายบาตรออกเดินแถวบิณฑบาตร เดินไปตามถนนหมู่ 4-5-6 ของตำบลบ้านกอก ระยะทางรวมประมาณ 3-4 กิโล
06:30 กลับถึงวัด ถอดจีวร ล้างเท้า ล้างบาตร เช็ดบาตรวางไว้บนอาสนะสงฆ์ จัดเตรียมอุปกรณ์สำหรับการฉันอาหาร
06:40 ฉันข้าวยาคู (คืออาหารว่าง ซึ่งอาจจะเป็นข้าวต้ม ก๋วยจั๊บ หรืออาหารที่เป็นน้ำ)
07:00 ห้มจีวรแบบเฉวียงบ่า ขึ้นไปนั่งสมาธิบนอาสนะสงฆ์รอเวลา
07:15 ญาติโยมเริ่มประเคนอาหาร พระตักอาหารใส่บาตร เสร็จแล้วเอาผ้าปิดบาตรไว้ เริ่มสวดมนต์ให้พร
07:30 ญาติโยมสวดมนต์ พระเณรเริ่มฉันข้าว การฉันข้าวของพระวัดป่า เราจะตักข้าวกับอาหารทุกอย่างใส่รวมกันในบาตร แล้วก็ฉันเฉพาะของที่อยู่ในบาตร อาจจะมีของบางส่วนเช่นขนมหรือนมกล่องที่อนุญาตให้วางแยกไว้บนฝาบาตรได้
08:00 ฉันข้าวเสร็จเก็บอาสนะ ล้างบาตร เช็ดบาตร
08:15 เก็บของ กลับไปทำภารกิจที่กุฏิของตัวเอง

ช่วงเวลาตั้งแต่ 08:15 – 14:00 เป็นเวลาส่วนตัว ใครจะทำอะไรก็ได้ตามสะดวก ไม่ว่าจะเป็นทำความสะอาดกุฏิ ซักผ้า ตากจีวร สรงน้ำ อ่านหนังสือ เดินจงกรม นั่งสมาธิ หรือนอนพักผ่อน แต่ก็ให้อยู่ภายในบริวณวัด ซึ่งส่วนมากเวลาช่วงนี้หลังจากที่สรงน้ำเสร็จผมจะหาหนังสือธรรมะมาอ่าน อย่างเช่นหนังสือรวมคำเทศน์ของหลวงปู่ชา หรือหนังสือของ ว.วชิระเมธี

14:00 รวมตัวกันทำความสะอาดศาลาวัด ปัดกวาด ถูพื้น
15:00 รวมตัวกันที่ศาลาเล็ก ฉันน้ำปานะ
16:00 กวาดบริเวณรอบกุฏิ ลานวัด
17:00 พักผ่อน สรงน้ำ (แล้วแต่สะดวก ใครจะไม่สรงก็ได้)
17:30 ทำวัตรเย็นที่โบสถ์
19:00 ทำวัดเย็นเสร็จเก็บสถานที่ให้เรียบร้อย กลับมาที่ศาลาเล็ก ฉันน้ำปานะ

หลังทำวัตรเย็นเสร็จ ก็แล้วแต่ว่าใครจะทำอะไรต่อ อาจจะอ่านหนังสือ เดินจงกรม นั่งสมาธิ หรืออื่นๆ ก็ตามสะดวก ปกติผมจะเข้านอนประมาณ 21:00 แต่ถ้าวันไหนเหนื่อยๆ ก็อาจจะเข้านอนเร็วกว่านั้น

เป็นพระมันยาก

ชีวิตการเป็นพระนี่มันก็ไม่ได้สบายเท่าไหร่นะ นอกจากต้องรักษาศีล 227 ข้อให้ได้แล้ว ยังต้องปฏิบัติตามพระวินัย รวมถึงต้องมีสติสำรวมระมัดระวังกิริยาท่าทางเอาไว้ให้มาก ซึ่งการมีสตินี่สำหรับผมแล้วทำได้ยากมากเลย ช่วงแรกๆ นี่ชอบเผลอใจลืมตัวอยู่เรื่อยว่าตัวเองเป็นพระอยู่ แต่ช่วงหลังๆ มาก็เริ่มมีสติมากขึ้น

ตอนที่บวชเป็นพระเสร็จใหม่ๆ ความรู้สึกมันยังปรับตัวไม่ค่อยทันเท่าไหร่ พระใหม่นี่จะทำอะไรก็เกร็งไปหมด กลัวไปหมดเลย จะคุยกับเพื่อนหรือญาติก็ไม่กล้าคุยมาก กลัวไปพูดหรือทำอะไรที่มันไม่ดีไม่งามเข้า

หลักๆ ที่พระต้องจำให้ขึ้นใจ และรักษาไว้ให้ได้ คือศีล 227 ข้อ หากทำผิดข้อไหนข้อนึงขึ้นมาเรียกว่าอาบัติ ศีลนั้นถ้าแบ่งตามความผิดก็จะมี 4 ข้อที่เป็นความผิดร้ายแรงเรียกว่าปาราชิก ซึ่งถ้าเกิดไปทำขึ้นมาก็ต้องสึกออกไปสถานเดียวและจะกลับเข้ามาบวชใหม่ไม่ได้อีก รองลงมาคือความผิดระดับสังฆาทิเสส ที่ต้องให้พระมาสวดปริวาสกรรมถึงจะหาย ส่วนศีลข้อที่เหลือเป็นความผิดที่มีความรุนแรงน้อยลงมา สามารถไปบอกความผิดที่ตนเองทำให้พระรูปอื่นรู้แล้วสวดปลงอาบัติเพื่อขอโทษในความผิดที่ได้กระทำไปได้

อีกอย่างนึงที่ต้องจำคือวินัยของพระภิกษุ เป็นพฤติกรรมที่พระควรจะทำเพื่อให้ดูเป็นผู้ที่มีความสงบเรียบร้อย ญาติโยมเห็นแล้วเกิดความเลื่อมใส เช่น การเดิน การนอน การนั่ง การฉันอาหาร เป็นต้น ถ้าไม่ทำตามก็ไม่มีความผิดอะไร เพียงแค่ถ้าญาติโยมมาเห็นแล้วมันจะดูไม่ดี ซึ่งเขาอาจจะตำหนิพระเอาได้

พวกหลักปฏิบัติต่างๆ ผมจะศึกษาจากหนังสือ “นวโกวาท” หรือหนังสือคู่มือพระ ซึ่งจะมีการบอกอยู่ว่าแต่ละข้อมีรายละเอียดมีข้อกำหนดอะไรบ้าง ถ้ามีข้อไหนสงสัยหรือไม่เข้าใจก็ไปถามจากอาจารย์ การที่พระทำผิดศีลแล้วจะอาบัติหรือเปล่าก็ขึ้นอยู่กับเจตนาว่าจงใจทำผิดศีลหรือเปล่า ถ้าไม่ได้ตั้งใจก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเกิดตั้งใจแล้วสำนึกตัวได้ว่าทำผิดก็ต้องมาขอปลงอาบัติ แต่การปลงอาบัตินี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะมาทำกันเล่นๆ หรือมาทำเอาสะดวกเข้าว่า เพราะถ้าพระคิดว่าทำผิดศีลซักหน่อยก็ได้ไม่เป็นไร ค่อยมาปลงอาบัติเอา อย่างนี้การที่เรามาบวชเป็นพระมันก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะว่าไม่ได้ตั้งใจที่จะมารักษาศีลจริงจัง ไม่ได้เป็นพระที่ดีพอคู่ควรกับอาหารที่เขาเอามาถวายหรือคู่ควรกับการเคารพกราบไหว้ของญาติโยม

การนุ่งห่มจีวรนี่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยนะ ถ้าพันไม่ดี พันไม่แน่น มันก็จะหลุดย้วยลากดิน ช่วง 2-3 วันแรกนี่ผมหัดนุ่งห่มจีวรอย่างเดียวเลย เพราะถ้าใช้เวลานุ่งห่มจีวรนานคนอื่นเขาก็ต้องมารอเรา แต่กว่าจะนุ่งห่มจีวรได้คล่องๆ ก็ใช้เวลาไปซะอาทิตย์กว่า

การบิณฑบาตรก็เหมือนกัน ต้องมีสติคอยระวังตัวอยู่ตลอดเวลา เดินใจลอยก็ไม่ได้ เพราะเดี๋ยวจีวรหลุดบ้างล่ะ ฝาบาตรจะตกบ้างล่ะ เหยียบหินเหยียบหนามบ้างล่ะ อะไรเยอะแยะวุ่นวายเลย ถ้าทำไม่ดีนี่ก็จะอับอายชาวบ้านเขาได้ บิณฑบาตรวันแรกนี่ผมทั้งจีวรลุดทั้งฝาบาตรตกพื้นเลย อายคนมาก หลังจากนั้นเลยต้องมาระวังเรื่องการมีสติอยู่ตลอด

เรื่องสตินี่ผมยังต้องฝึกอีกเยอะเลย บางคืนยังฝันเหมือนกับว่าเรายังเป็นฆราวาสอยู่ แล้วในฝันเราดันไปทำอะไรที่มันผิดศีลของพระเข้า พอเราระลึกตัวได้ว่าเฮ้ยนี่มันทำไม่ได้นะ เราเป็นพระนะ เราจะทำอย่างนี้ไม่ได้นะ พอรู้สึกตัวได้ปุ๊บว่านี่เรากำลังฝันอยู่ ความฝันนั้นก็หยุดแน่นิ่งไปเลยเหมือนกดหยุดวิดีโอไว้

การฉันอาหารมื้อเดียว จริงๆ มันก็อยู่ได้นะ ไม่ได้หิวเท่าไหร่ ช่วงแรกๆ อาจจะหิวบ้างแต่ก็จะชินไปเอง แต่ถึงหิวก็ยังมีน้ำปานะหรือชีสให้ฉันได้อยู่ (ชีสเป็นแผ่นแบบที่ใส่ในพิซซ่าหรือแฮมเบอเกอร์ พระสามารถฉันหลังเที่ยงได้) สิ่งที่มันจะเป็นปัญหาจริงๆ ก็คือตอนที่เริ่มฉันอาหารมื้อเดียวในช่วงวันแรกๆ มันจะมีอาการคล้ายๆ กับร้อนใน เลยต้องดื่มน้ำเปล่าเยอะๆ แต่พอวันถัดๆ มาร่างกายจะปรับตัวเป็นปกติได้เอง

การพูดคุยกับญาติโยม ตอนแรกผมก็เป็นเกร็งๆ กลัวว่าจะพูดไม่เหมือนพระ ต้องมีการใช้คำว่าอาตมา โยม เจริญพร สาธุ หรืออะไรอื่นๆ ที่เป็นภาษาพระเค้าใช้กัน แต่โชคดีหน่อยที่ญาติโยมแถวนี้เขาไม่ค่อยเคร่งพวกภาษาพระกันมาก พูดคุยกันแบบสบายๆ ได้ พระเลยสามารถคุยกับญาติโยมโดยใช้ภาษาปกติธรรมดาได้ แต่ก็ยังต้องสำรวมอยู่เสมอว่าตัวเองเป็นพระ

การสวดมนต์ ถ้ามีเวลาก็คงจะได้ท่องบทสวดส่วนที่เป็นภาษาบาลีอยู่ แต่ผมท่องส่วนที่เป็นบาลีไม่ค่อยได้ ส่วนมากจะได้แต่ท่อนที่แปลเป็นภาษาไทยแล้วมากกว่า

เหตุการณ์พิเศษ

ในวันปกติ พระเณรก็จะใช้ชีวิตกันตามตารางเวลาที่ได้กำหนดตกลงกันไว้ แต่ก็มีบางวันที่เป็นวันที่มีเหตุการณ์พิเศษ เช่นงานของวัด หรือวันสำคัญทางศาสนา

ยกช่อฟ้า – ทางวัดมีการสร้างโบสถ์ใหม่ ซึ่งยังไม่เสร็จดี ตอนนี้น่าจะยังก่อสร้างไปได้ประมาณ 40 กว่าเปอร์เซนต์ ในวันที่ 21-22 เมษา ทางวัดก็ได้จัดให้มีพิธียกช่อฟ้า โดยวันที่ 21 ตอนเย็นๆ พระเณรจะสวดอิติปิโส 108 จบ ที่หน้าพระประธานในโบสถ์ เสร็จแล้วก็จะมีพระมาเทศน์ทั้งคืน พอวันที่ 22 ตอนเช้าก็จะเป็นการยกช่อฟ้า ก็คือตรงหลังคาโบสถ์ตรงส่วนข้างหน้าจะมีหงอนยื่นออกไปเหมือนรูปหงษ์ ซึ่งญาติโยมก็จะม่ช่วยกันดึงเชือกผ่านรอกเพื่อยกสิ่งที่เรียกว่าช่อฟ้านี้ขึ้นไปประดับไว้ที่หน้าหลังคาโบสถ์

วันที่สวดอิติปิโส 108 จบนั่นเหนื่อยมากครับ ใช้เวลาสวดประมาณ 3 ชั่วโมงกว่า พอสวดอิติปิโสเสร็จก็มาสวดมนต์ทำวัตรเย็นต่ออีก รวมแล้วเกือบๆ 4 ชั่วโมง ทั้งปวดขาทั้งเมื่อยปาก แต่พอเห็นญาติโยมพ่อออกแม่ออกใส่ชุดขาวมานั่งสวดมนต์ด้วยกัน พอสวดเสร็จแต่ละคนก็ทำหน้าปลื้มอกปลื้มใจมีความสุขนี่ก็รู้สึกดีขึ้น หายเหนื่อยไปได้เยอะ

วันโกน วันพระ – วันขึ้น 14 ค่ำเป็นวันโกน พระเณรในวัดก็จะมาโกนผมโกนคิ้วกัน พอสายๆ หน่อยก็จะต้มน้ำแก่นขนุน เพื่อเอาผ้าไตรมาซักมาย้อม พอวันขึ้น 15 ค่ำก็จะเป็นวันพระใหญ่ ตอน 6 โมงเย็นพระเณรทุกคนก็จะมารวมตัวกันที่ศาลา แล้วก็ลงอุโบสถ คือการปลงอาบัติ เสร็จแล้วก็จะมีพระรูปนึงขึ้นไปสวดปาฏิโมกข์ ท่องศีล 227 ข้อเป็นภาษาบาลี

กิจนิมนต์

ช่วงวันที่ 26 เมษา – 1 พฤษภา อาจารย์ให้พระเณรเกือบทั้งวัดออกไปรับกิจนิมนต์ที่ต่างจังหวัด เดินทางโดยใช้รถตู้ที่ญาติโยมมอบถวายให้กับทางวัด ตอนแรกที่บวชผมตั้งใจไว้ว่าจะไม่ใช้มือถือเลย คือตั้งใจที่จะตัดทางโลก แต่เนื่องจากมันต้องเดินทางไปต่างจังหวัดเป็นเวลาหลายวัน เลยจำเป็นต้องเอามือถือมาใช้จนได้ สาเหตุหลักๆ ที่เอามือถือมาใช้ก็เพื่อติดต่อสื่อสารในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน และใช้เปิด Google Maps ดูเส้นทาง คือถ้าเห็นผม Online โปรแกรม Chat ช่วงที่ยังบวชนี่ก็อย่าแปลกใจ มือถือมัน Sign-in ให้เอง

26 เมษา – เดินทางไปพักค้างคืนที่ลานธรรม จังหวัดพิษณุโลก ระหว่างทางก็แวะพักรถที่แถวๆ น้ำหนาว

27 เมษา – ตอนเช้าออกมาเดินบิณบาตร บรรยากาศยามเช้าที่พิษณุโลกนี่อากาศสดชื่นมาก เดินไปตามถนนหน้าทุ่งนาตอนเช้าๆ สูดกลิ่นไอหมอกไอน้ำค้างทำให้ร่างกายสดชื่นสุดๆ หลังจากฉันอาหารเสร็จก็ออกเดินทางไปนมัสการพระพุทธชินราช จากนั้นก็ไปเยี่ยมชมวัดวังโบราณที่สุโขทัย แล้วเดินทางไปพักที่วัดป่าไทรงาม จังหวัดกำแพงเพชร

ที่วัดป่าไทรงามเขาจัดงานอบรมธรรมะ 5 วัน วันที่พวกผมไปเป็นวันสุดท้ายของงาน ซึ่งตอนกลางคืนจะมีพระมาสวดมนต์ทำวัตรเย็นและมีเทศน์ตลอดคืน งานใหญ่มากครับ ญาติโยมมากันเยอะมาก พระเณรก็มากันเยอะมาก วัดที่มาร่วมงานนี้เป็นวัดป่าสายวัดหนองป่าพงหมดเลย ตอนนั่งสวดมนต์เขาจะจัดที่ให้ตามลำดับอาวุโส พระใหม่ๆ เขาจะจัดที่ให้นั่งใกล้ๆ ญาติโยม ไอ้เราก็ยิ่งสวดมนต์ภาษาบาลีไม่ค่อยได้ เลยรู้สึกตื่นเต้นเกร็งๆ ตลอดเลย

การนอนที่วัดป่าไทรงามนี่อาจารย์พานอนแบบพระวัดป่าเลย คือหาที่ว่างๆ ใต้ต้นไม้ แล้วเอาผ้ายางปูรอง เอาเสื่อปูทับอีกชั้นนึง เอามุ้งมาครอบ แล้วก็เข้านอน โชคดีหน่อยที่วัดไม่ค่อยมียุงและไม่มีพวกแมลงสัตว์มากัดต่อย

28 เมษา – ตอนเช้าบิณฑบาตรในวัดป่าไทรงาม หลังจากเสร็จภารกิจก็ออกเดินทางไปนมัสการรอยพระพุทธบาท เสร็จแล้วไปไหว้พระที่เขื่อนภูมิพล ตอนเย็นไปพักค้างคืนที่วัดป่าภาวนาราม จังหวัดตาก กางมุ้งนอนกลางป่าเหมือนเดิมครับ คืนนั้นหมาทั้งวัดพร้อมกันหอนเสียงดังมาก มีพระ 1 รูปกับเณรอีก 1 รูปบอกว่าโดนผีอำ แต่ผมหลับสบายไม่เจออะไรเลย

29 เมษา – ตื่นเช้าออกไปบิณฑบาตร วัดนี้เดินบิณฑบาตรกันไกลมาก ระยะทางรวมเกือบๆ 10 กิโล พระเจ้าถิ่นนี่เดินตัวปลิวจ้ำเอาๆ แต่พระวัดเรานี่เดินกันขาลากหอบแฮ่กๆ เลยทีเดียว หลังจากกราบลาอาจารย์ทางนั้นเสร็จก็เดินทางไปพักค้างคืนที่ภูเรือ จังหวัดเลย

บนยอดภูเรือนี่จะมีองค์พระพุทธรูปอยู่ อาจารย์ก็พาขึ้นไปทำวัตรเย็นกันตรงนั้น พอตอนค่ำๆ ก็ลงมากางมุ้งนอนตรงที่พักแรม ก่อนนอนก็ออกไปเดินจงกรมซักหน่อย เดินกันประมาณชั่วโมงนึงก็กลับที่พัก

ความรู้สึกตอนที่ได้ขึ้นไปทำวัตรสวดมนต์บนยอดภูเรือนี่มันสุดยอดจนบรรยายไม่ถูกจริงๆ ครับ ถ้าไม่ได้มาบวชเป็นพระคงไม่ได้มีโอกาสขึ้นมาทำอย่างนี้แน่ๆ

30 เมษา – ตอนกลางคืนอากาศหนาวมาก พอตื่นเช้ามานี่หมอกลงจัดเลย เนื่องจากวันนี้พักอยู่บนเขากัน จะลงไปบิณฑบาตรก็ไม่สะดวก อาจารย์เลยให้เอาบาตรมาต้มมาม่ากินกัน พอต้มเสร็จก็ขึ้นไปตรงยอดดอย ตอนนั้นเวลาประมาณเกือบๆ 7 โมงเช้า ตรงยอดดอยนี่เป็นทะเลหมอกเลยครับ มองไปทางไหนก็มีแต่หมอกขาวๆ เต็มไปหมด พวกเราก็อยู่ตรงนั้นรอจนหมอกมันสลายไปถึงจะขับรถลงเขาได้

หลังจากลงจากภูเรือ ก็นั่งรถไปต่อที่ภูหลวง เจ้าหน้าที่อุทยานก็พาเดินชมสภาพสิ่งแวดลอมที่อยู่ข้างใน พอเสร็จแล้วก็นั่งรถมาต่อที่วัดป่าภูทอก ซึ่งเป็นเป้าหมายกิจนิมนต์ลำดับต่อไปของเรา ไปถึงก็ไปกางมุ้งนอนใต้ต้นไม้เหมือนเดิม คือตอนนี้ให้นอนดินนอนหญ้านอนป่านอนเขาที่ไหนก็ได้หมดละ ไม่เกี่ยงว่าที่นอนเป็นยังไง ขอแค่ให้นอนได้ก็พอ

ที่วัดป่าภูทอกเค้าจัดงานส่งท้ายพุทธชยันตี ตอนเย็นเค้าก็ให้พระเณรขึ้นไปสวดมนต์ทำวัตรเย็น พอเสร็จก็จะมีพระมาเทศน์ต่อทั้งคืน

1 พฤษภา – ตอนเช้าตื่นมาบิณฑบาตร พอดีวันนั้นเป็นวันคล้ายวันเกิดของท่านเจ้าอาวาสวัดป่าภูทอกด้วย ท่านก็เลยทำบุญใส่บาตรเหมือนกัน ได้พระเครื่องปลุกเสกมาจำนวนนึง หลังฉันข้าวเช้าเสร็จก็เดินทางต่อไปที่วัดป่าเอราวัณ เพื่อไปร่วมงานศพของโยมที่เป็นผู้ทำนุบำรุงวัด หน้าที่ของพระคือสวดกุสลาธรรมา แล้วก็เดินขึ้นเมรุไปวางดอกไม้จันทน์ แล้วพรมน้ำมนต์ให้กับศพ เสร็จงานประมาณบ่าย 4 โมงเย็นก็เดินทางกลับ ถึงวัดป่าบ้านกอกก็เกือบๆ สี่ทุ่ม

การได้ไปร่วมงานศพในฐานะที่เป็นพระที่มันก็ทำให้เราได้ความคิดอะไรหลายๆ อย่างนะ ทั้งเรื่องสัจธรรมของชีวิต ทั้งเรื่องการจัดงานศพที่จริงๆ แล้วจุดประสงค์มันเป็นการจัดงานเพื่อสอนคนที่ยังมีชีวิตอยู่ว่าให้เตือนตัวเองไว้เสมอว่าซักวันนึงเราเองก็ต้องตายเหมือนกัน จึงไม่ควรใช้ชีวิตอยู่บนความประมาท

ลาสิกขา

จริงๆ แล้วการบวชครั้งนี้มีกำหนดว่าจะสึกวันที่ 30 เมษา แต่เนื่องจากระหว่างที่ติดตามอาจารย์ไปทำกิจนิมนต์ที่ต่างจังหวัดก็มีกิจนิมนต์เข้ามาเพิ่ม ทำให้กลับวัดไปสึกวันที่ 30 ไม่ได้ ก็เลยต้องเลื่อนวันสึกออกไปเป็นวันที่ 2 พฤษภา คือสึกหลังเดินทางกลับไปถึงวัดแล้ว จริงๆ ก็คิดว่าบวชอยู่วัดต่ออีกหน่อยก็ได้ไม่น่าจะเป็นไร มีความสุขดี ไม่ได้จะรีบสึกไปไหน

พอมาถึงวัด อาจารย์ดูปฏิทินแล้วเห็นว่าวันที่ 3 พฤษภาเป็นวันพระเล็ก (แรม 7 ค่ำ) ถ้าจะสึกก่อนวันพระมันอาจจะดูไม่ดี เลยให้เลื่อนไปสึกตอนเช้าของวันที่ 4

พอเช้าวันที่ 4 พฤษภา หลังจากที่ปลงอาบัติและทำวัตรเช้าเสร็จ อาจารย์ก็ได้ทำการสึกให้ พิธีสึกก็ไม่ได้มีอะไรมาก แค่ท่องคำลาสิกขา ถอดผ้าไตรแล้วเปลี่ยนเป็นชุดเสื้อผ้าฆราวาส แล้วกลับมารับศีล 5 แค่นี้ก็เสร็จแล้ว หลังจากพิธีสึกเสร็จก็จะซักผ้า เก็บสิ่งของคืนวัด อาจารย์บอกว่าพระสึกใหม่ให้นอนอยู่วัดก่อนซัก 1-2 คืนเพื่อปรับศีลปรับอะไรก่อนค่อยกลับไปนอนที่บ้าน ผมกับน้องก็เลยได้นอนอยู่ที่วัดอีก 1 คืนแล้วค่อยกราบลาอาจารย์กลับออกมา

บวชแล้วได้อะไร

นี่เป็นคำถามที่ผมถามตัวเองมาตลอดก่อนที่จะบวช ว่าบวชไปทำไม บวชเพื่ออะไร

จุดประสงค์ของการเข้ามาบวชของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะบวชเพราะศรัทธา บวชเพราะต้องการสืบทอดศาสนา บวชเพราะต้องการบรรลุธรรม บวชเพื่อทำตามประเพณี บวชฆ่าเวลา หรือบวชเพื่อแก้เคล็ดแก้กรรมเฉยๆ ซึ่งผมก็คงไม่สามารถบอกได้หรอกว่าอะไรถูกไม่ถูก อะไรดีไม่ดี

ในตอนแรกที่ผมคิดจะบวช ไม่ได้คิดที่จะบวชเพราะศรัทธาในศาสนา แต่ตั้งใจว่าจะเข้ามาศึกษาว่ามันคืออะไร มีอะไร ทำยังไง พอได้เริ่มเรียนรู้ เริ่มศึกษา ได้พิจารณาอะไรต่างๆ ด้วยเหตุและผล ก็เลยพอที่จะได้ความคิดอะไรหลายๆ อย่าง

ในตอนที่ผมบวชนี่อาจารย์ท่านก็ไม่ได้มาบอกมาสอนอะไรมากหรอก ท่านอยากเน้นให้เราปฏิบัติเอง รู้เองเห็นเองซะมากกว่า

ผมเริ่มที่จะรู้จักคิดพิจารณาอะไรหลายๆ อย่างตั้งแต่ตอนที่มาอยู่เป็นนาคที่วัดแล้วล่ะ การได้เปลี่ยนบรรยากาศจากเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย รีบร้อนรีบเร่ง มาอยู่ในที่สงบๆ ในป่า ฟังเสียงลมพัด เสียงใบไม้ เสียงนกเสียงแมลงร้อง มองดูพระอาทิตย์ พระจันทร์ ท้องฟ้า ก็ทำให้เรากลับมาพิจารณาสติพิจารณาร่างกายตนเอง

พิธีกรรม วิถีปฏิบัติ หรือความเชื่ออะไรต่างๆ ถ้ามองให้ลึกลงไปในจุดประสงค์ที่แท้จริง ก็น่าจะพอทราบได้ว่าจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของการกระทำนั้นๆ คืออะไร

เอาง่ายๆ อย่างการที่พระเดินออกไปบิณฑบาตร เวลาเดินผ่านป่าผ่านทุ่งนาตอนเช้าๆ มันก็จะเห็นวิถีชีวิตของทั้งคนและสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นการออกหาอาหาร การเดินทาง หรือการทำอะไรต่างๆ เป็นวงจรชีวิตวนเวียนซ้ำไปซ้ำมาทุกวันๆ

เวลาบิณฑบาตร ก็จะสังเกตเห็นญาติโยมตื่นแต่เช้า หุงข้าว ทำอาหาร ออกมานั่งรอพระตามเส้นทางที่พระจะเดิน เวลาพระเดินผ่านไปหยุดตรงหน้าเขาก็จะค่อยๆ บรรจงปั้นข้าวเหนียวหรือหย่อนอาหารขนมน้ำดื่มต่างๆ ใส่ในบาตรพระ เสร็จแล้วก็ตั้งจิตอธิษฐานอะไรบางอย่างตามความเชื่อของเค้า

ตอนที่ออกเดินบิณฑบาตร พอได้มองสภาพบ้านเรือน สภาพผู้คนรอบๆ ข้าง ที่ดูทรุดโทรมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา มันก็ทำให้เราได้กลับมาคิดพิจารณาอะไรต่างๆ มากขึ้น

โชคดีที่ผมบวชอยู่วัดแถวๆ บ้าน ก็เลยได้พบเจอกับสถานที่หรือผู้คนที่เราเคยมาเจอ มาติดต่อ มาขอความช่วยเหลือตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็กๆ พอเราโตขึ้น ไปอยู่ที่ใหม่ๆ ก็กลับกลายเป็นว่าเราลืมตัว ลืมผู้คน ลืมวันเวลา ลืมสถานที่ต่างๆ ที่เคยผ่านมา ที่เคยมีบุญคุณต่อเรา การได้กลับมาบวชที่บ้านมันก็เลยทำให้เราลดความหยิ่งผยอง ความกระด้าง ความอวดดี หรือความคิดไม่ดีหลายๆ อย่างที่ผ่านมา กลับมามองจุดเดิม จุดที่เราเคยผ่าน เคยเป็น เคยใช้ชีวิตอยู่

ผมไม่ได้กลับมาเล่นที่บ้านเกือบจะ 10 ปีแล้วมั้ง ตั้งแต่ไปเรียนในเมือง เรียนมหาลัย จบไปทำงาน ก็ไม่ค่อยได้มาหาผู้คนอื่นๆ ในหมู่บ้านเท่าไหร่ การที่ได้มาเห็นคนเคยรู้จักในเวลาผ่านไปเกือบ 10 ปี มันก็เลยเกิดความรู้สึกตื่นเต้น ตกใจ แปลกใจ หรือประหลาดใจกับอะไรหลายๆ อย่าง

เห็นเพื่อนเก่าๆ เห็นพ่อแม่อุ้มเด็กๆ มาใส่บาตร เห็นอาจารย์ที่เคยสอนเรามาตั้งแต่สมัยอนุบาลมองเราด้วยสายตาเอ็นดูเหมือนสมัยยังเด็ก เห็นคนป่วยพยายามลุกขึ้นมาใส่บาตร เห็นบางคนที่แก่แล้ว มือไม้สั่น ยืนแทบไม่ไหว แต่ก็ยังตั้งใจพยุงไม้เท้าเดินมาใส่บาตร ก็เลยได้กลับมาคิดถึงตัวเองตอนสมัยที่ยังไม่บวช ว่าเวลาที่ผ่านมาเราทำอะไรอยู่

เราเองเรียนจบมามีงานดีๆ ทำ มีเงินเดือนให้ใช้ แต่พอมีเงินเหลือก็เอาไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือย กินเหล้าบ้าง ซื้อของไร้สาระบ้าง อะไรอย่างนี้ แต่พอได้มาเห็นคนที่เค้าหาเช้ากินค่ำ พอมีเงินเก็บนิดหน่อยก็แบ่งมาซื้อข้าวซื้อน้ำถวายพระ เห็นอย่างนี้แล้วก็ได้แต่นึกละอายใจตัวเอง

การที่ได้เห็นเด็ก คนแก่ คนเจ็บ ได้เห็นสภาพบ้านเรือนที่เสื่อมโทรมไปตามเวลา ก็ทำให้เราได้คิดพิจารณาเรื่องสังขาร เรื่องความไม่แน่นอนของโลก ว่าการเกิดแก่เจ็บตายมันก็เป็นเรื่องธรรมดาที่มีอยู่ทุกวัน เราเองเคยเกิด เคยเรียน เคยโต เคยทำอะไรต่อมิอะไรมามากมาย ตอนนี้เรายังหนุ่มอยู่ ซักวันเราก็จะแก่ ก็เจ็บป่วย แล้วก็จะตายจากโลกนี้ไป เหมือนกับคนอื่นๆ ทุกคน

เขาบอกว่าการบวชเป็นการทำให้พ่อแม่ได้เกาะชายผ้าเหลืองลูกขึ้นสวรรค์ ตอนแรกผมก็ไม่เชื่อหรอก คิดว่าคงเป็นแค่คำพูดที่เป็นความเชื่อของคนโบราณธรรมดาๆ แต่พอได้เห็นพ่อแม่มีความสุขดีใจตอนที่เราบวช เห็นรอยยิ้มของพ่อแม่เวลาที่มาใส่บาตร เห็นท่านไม่ต้องคอยเป็นห่วงคอยพะวงว่าเราจะเป็นยังไงอยู่ยังไง กินข้าวหรือยังนอนหรือยัง เห็นความสุขของพ่อแม่เวลาท่านมาที่วัด ถ้าการที่พ่อแม่จิตใจเป็นสุขเพราะเห็นลูกบวช ผมว่านี่แหละคือการทำให้พ่อแม่ขึ้นสวรรค์ ไม่ต้องรอให้ท่านตายก่อนหรอก เราพาท่านขึ้นสวรรค์ได้ทั้งที่ยังมีชีวิตนี่แหละ

ส่วนนรกนี่ตอนแรกผมก็ยังไม่ได้เชื่อเหมือนที่เขาบอกเท่าไหร่ แต่ถ้าเอาตามคำโบราณว่าสวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ การที่ได้เห็นพ่อแม่กราบเท้าลูกชายนี่เหมือนเห็นภาพนรกลอยมาเลย ลองคิดดูว่าขนาดตัวเราเองยังไม่เคยคิดที่จะกราบเท้าพ่อแม่เพื่อแสดงความรักความเคารพเท่าไหร่ แต่พอได้เห็นพ่อแม่มากราบเท้าเราเพราะท่านเชื่อโดยสนิทใจว่าลูกเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แล้วถ้าเกิดว่าเราไม่ได้ตั้งใจศึกษา ไม่ได้ตั้งใจปฏิบัติได้เหมือนกับที่ท่านคิด ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะเป็นบาปที่หนักหนาขนาดไหน ตอนที่ผมเห็นภาพพ่อแม่ก้มกราบนี่ผมถึงกับสะอึกเลยล่ะ รู้สึกเหมือนน้ำตามันไหลอยู่ข้างในเลยจริงๆ

บางคนอาจจะคิดว่าการบวชเป็นพระนี่มันดีจะตาย นั่งๆ นอนๆ อยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำงาน ก็มีคนมากราบไหว้ ได้กินอาหารดีๆ ฟรีๆ ถ้าไม่มีอะไรทำก็มาบวชดีกว่า ผมว่าความคิดแบบนี้มันไม่ดีเลย การที่ชาวบ้านเขาเอาอาหารมาให้ การที่เขาเคารพกราบไหว้ นั่นก็เพราะเขาเห็นว่าเราเป็นผู้ที่ตั้งใจศึกษา ตั้งใจปฏิบัติรักษาศีลรักษาธรรม อยู่เพื่อสืบทอดศาสนา เป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกๆ หลานๆ ได้ดูและปฏิบัติตาม ถ้าเราจะมากินข้าวเขาฟรีๆ อยู่ไปวันๆ ไม่ได้รักษาศีล ไม่ได้ปฏิบัติวินัย คิดว่าทำผิดศีลก็ได้ไม่เป็นไรค่อยไปปลงอาบัติเอา ถึงแม้เราจะบวชครองผ้าเหลืองอยู่ก็จริง แต่มันก็ไม่ต่างอะไรจากการหลอกให้ชาวบ้านเขากราบไหว้ลูกชายชาวบ้านธรรมดาๆ หรอก

คำตอบของคำถาม คำถามของคำตอบ

การบวชคือการหยุดตัวเองอยู่กับที่ แล้วมองดูโลกค่อยๆ หมุนไป เราหยุดเพื่อพิจารณาสิ่งต่างๆ ด้วยเหตุและผล มองดูอดีตที่ผ่านมา ใช้เวลาอยู่กับปัจจุบัน และตั้งเป้าหมายว่าชีวิตตัวเองในอนาคตจะดำเนินยังไงต่อ

ถ้าถามผมว่า ผมรู้หรือยังว่าบวชทำไม ผมว่าผมได้คำตอบแล้วล่ะ ว่าบวชเพื่อที่จะ “เตรียมตัวตาย”

การที่เราได้เห็นว่าทุกสิ่งที่มันมีการเกิด ก็ย่อมมีการเสื่อม มีการดับสลายไป เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นอยู่ทุกวัน มันก็ทำให้เราได้กลับว่าคิดว่าชีวิตคนเรานี่มันก็แค่นี้เอง มีชีวิตอยู่ได้แค่ช่วงเวลาสั้นๆ ไม่มีใครรู้หรอกว่าตัวเองจะตายตอนไหน ตายยังไง

หลังจากที่เราตายไป ไม่ว่าเราจะเวียนว่ายตายเกิดแล้วกลับมาเกิดใหม่ หรือตายแล้วดับสูญสลายไป สิ่งสุดท้ายจริงๆ ที่เราเหลือไว้ให้โลกนี้ได้คือสิ่งต่างๆ ที่เราเคยได้ทำมา ไม่ว่าจะเป็นความดี ความชั่ว หรืออะไรก็แล้วแต่ หลังจากที่เราตายไป คนอื่นเขาก็จะระลึกถึงเราจากในสิ่งที่เราทำ

มันก็อยู่ที่ว่า เมื่อเรารู้อยู่แล้วว่าซักวันเราต้องตาย เราจะใช้เวลาชีวิตที่เหลืออยู่นี้ยังไง จะปล่อยใจให้เพลิดเพลินไปกับความสุขความสบาย ผลาญเวลาเล่นไปวันๆ อย่างเดิม หาแต่ผลประโยชน์ใส่ตัว หรือจะกลับมามองดูสิ่งที่เราเคยทำเคยผ่านมา กลับมาดูแลพ่อแม่ ตอบแทนผู้มีพระคุณ ตอบแทนบ้านเกิดเมืองนอน เอาเวลาว่างๆ ที่เราเคยใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย มามองดูคนที่เขาไม่ได้มีอะไรเพียบพร้อมเหมือนเรา คนที่เขากำลังเดือดร้อน ต้องการความช่วยเหลือ เราพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือเค้ามั้ย เราคิดที่จะตอบแทนผู้มีพระคุณหรือยัง

กับพ่อแม่ที่เลี้ยงดูเรามา เราจะตอบแทนท่านตอนไหน เมื่อไหร่ยังไง เมื่อถึงตอนนั้นแล้วท่านจะยังมีชีวิตอยู่กับเรามั้ย จริงๆ แล้วกับพ่อแม่นี่เราสามารถตอบแทนบุญคุณท่านได้ตลอดเวลาน่ะแหละ แค่ทำตัวเป็นคนดี เชื่อฟังคำสั่งสอน ไม่ทำตัวให้ท่านต้องมาคอยห่วงคอยกังวล แค่นี้ก็ดีมากแล้ว การที่จะรอเวลารอความพร้อมตอนนั้นตอนนี้แล้วค่อยมาทำดีกับพ่อแม่ บางทีมันก็อาจจะไม่ทันแล้วล่ะ ตอนที่ท่านตายไป ต่อให้ทำดีแค่ไหน มันก็ไม่มีประโยชน์แล้ว

จริงๆ แล้วผมก็อยากบวชต่ออีกซักระยะนะ เพราะรู้สึกว่าการบวชนี่มันทำให้คิดอะไรได้หลายอย่างดี จากแต่เดิมที่เคยเป็นคนแข็งกระด้าง พอได้มาบวชมาศึกษาธรรมแล้วก็รู้สึกว่ามันทำให้ใจเราเย็นลง สงบลง

จะเสียดายอยู่บ้างก็ตรงที่ได้มีโอกาสมาบวชวัดป่าแต่ไม่ได้ใช้เวลาปฏิบัติภาวนาได้เต็มที่นี่แหละ เคยได้คุยกับอาจารย์ ท่านบอกว่าการปฏิบัติภาวนามันก็เหมือนกับการปลูกต้นไม้ เราพึ่งจะเคยฝึกจิตก็เหมือนกับต้นไม้ที่พึ่งปลูก ต้องใช้เวลา ค่อยๆ รดน้ำพรวนดิน ค่อยๆ ให้มันโตขึ้นไป ถ้าเราไปใจร้อนรีบดึงต้นไม้ขึ้นมาเพื่ออยากให้มันโตเร็วๆ ทันชาวบ้าน ต้นไม้นั้นอาจจะไม่โตหรืออาจจะตายไปเลย การฝึกจิตนี่หลังจากที่สึกแล้วก็สามารถนำไปปฏิบัติต่อได้ ค่อยๆ ฝึกค่อยๆ ทำไป

วันท้ายๆ ของการบวช ผมได้นั่งคุยกับอาจารย์ บอกว่าที่มาบวชนี่ก็พยายามรักษาศีล รักษาวินัยอยู่ แต่บางทีมันก็เผลอตัวลืมตัวคิดอะไรพูดอะไรเหมือนตอนที่ยังเป็นฆราวาส บางทีก็เผลอทำพฤติกรรมไม่สมกับคนเป็นพระ อาจารย์ท่านก็ให้ข้อคิดดีนะ บอกว่าการที่เรามาบวช การที่เราตั้งใจว่าจะมาศึกษา ตั้งใจมาปฏิบัติรักษาศีลรักษาธรรม แค่นั้นมันก็ดีแล้วล่ะ เรื่องพฤติกรรม หรือการกระทำต่างๆ ที่มันอาจจะไม่เหมาะสมไปบ้างก็อย่าพึ่งไปคิดมาก นิสัยเดิมของแต่ละคนไม่เหมือนกัน อยู่ๆ มาบวชแล้วจะให้เปลี่ยนนิสัยเป็นอีกอย่างนึงเลยก็คงเป็นไปได้ยากอยู่ เอาแค่ความตั้งใจที่จะทำดีมันก็ดีแล้ว

ถ้าถามว่าจะบวชอีกมั้ย ผมบอกได้เลยว่าอยากบวชอีก ถ้าบวชคราวหน้าตั้งใจว่าจะบวชอย่างน้อยซัก 3 เดือน บวชช่วงเข้าพรรษา อยากศึกษาหลักธรรม อยากฝึกจิตใจ อยากฝึกภาวนา อยากทำอะไรหลายๆ อย่างที่การบวชครั้งนี้ไม่มีเวลาพอที่จะทำ แต่เอาเข้าจริงก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะได้มีโอกาสบวชอีกหรือเปล่า เพราะ 3 เดือนนี่มันก็นานอยู่ เราเองก็มีงานมีหน้าที่ที่ต้องทำต้องรับผิดชอบอยู่อีกเยอะแยะ

ตอนนี้ผมเป็นทิดสึกใหม่ พึ่งออกจากวัดมา ความคิดความอ่านอะไรต่างๆ ก็เลยยังคงติดเหมือนกับตอนเป็นพระอยู่ เขาบอกว่าคนพึ่งสึกดวงจิตจะยังบริสุทธิ์อยู่ ยังมีศีลมีธรรมคุ้มครองอยู่ ผมเองก็ไม่รู้เหมืนกันว่าจะรักษาดวงจิตนี้ไว้ได้นานแค่ไหน บางทีกลับไปเจอโลกเดิม อยู่กับความวุ่นวายแบบเดิมๆ จิตใจก็อาจจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมก็ได้ คงได้แต่หวังว่าจะรักษาดวงจิตแบบนี้ให้มันอยู่ได้นานตลอดไป

Advertisements

9 thoughts on “เรื่องเล่าจากการบวช ตอนที่ 1 : บวชแล้วได้อะไร

  1. ขอบคุณครับสำหรับการแชร์ประสบการณ์ดีๆ ผมกำลังตัดสินใจบวช หลังจากขาของแม่ผมหายดี จะได้ไม่ต้องมีห่วงอะไรมากมาย ตอนนี้กำลังหาอ่านเกี่ยวกับประสบการณ์การบวชนี่แหละครับ

    ขอบคุณจริงๆครับ

    1. ไม่เป็นไรครับผม ยินดีแบ่งปัน แล้วก็ขออนุโมทนาด้วยนะครับ -/\-

  2. ขอบคูรคราบที่แบ่งปันเรื่องดีๆ ผมกำลังบวชเหมือนกานคราบอาทิตย์หน้า วันปิยมหาราชครับ

  3. ขอบคุณมากเลยค่ะ ที่ให้ความรู้ นั่งอ่านตั้งแต่แรกจนจบเลยค่ะ อ่านแล้วมีความสุขมากๆๆค่ะ

  4. ขอบคุณครับผมกำลังจะเตรียมตัวบวชพอดีบวชครั้งแรกด้วย…ได้อ่านประสบการณ์ท่านแล้วรู้สึกดีมากครับ…ขอบคุณจริงๆ

  5. ขอบคุณมากครับ ผมมีความคิดที่จะบวช เลยมาปรับตัวศึกษาแนวทางดู และได้อ่านของท่านเสร็จก็รู้สึกดีแทน รู้สึกมีความสุข สงบใจ ไปด้วยเลยครับ

    #ผมมีปัญหาอยู่ในหัวอยู่คือว่า 1.ถ้าผมเป็นพระแล้ว ผมจะใช้คำพูดคำจายังไงกับพระสงฆ์ด้วยกันเอง หรือพระที่สูงกว่า 2.ถ้าผมมีคำถามอะไร ผมสามารถถามพระอาจารย์ได้เลยรึป่าว หรือถามพระสงฆ์รูปอื่นๆ ได้รึป่าว เพราะผมคิดว่าผมมีคำถามอยู่ในหัวเยอะแน่ๆ คำถามก็เกี่ยวกับพวกเรื่อง ศีลพระ การกระทำแบบนุ้นแบบนี้ตอนเป้นพระ อะไรหลายๆ อย่าง

    *ใครพอจะให้คำปรึกษาผมได้ รบกวนอีเมลล์มาหาผมหน่อยนะครับ ผมบวช ต้นเดือน พศจิกายน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s