Dark Mode, Windows

Review Windows 8 กับประสบการณ์การใช้งานที่สุดแสนตื่นเต้น (ตอนที่ 2)

กลับมาใช้ Windows 8 อีกรอบ หลังจากที่ครั้งก่อนลบทิ้งภายใน 2 วัน สาเหตุที่กลับมาใช้อีกรอบเพราะเสียดายเงินที่ซื้อมา กลัวใช้ไม่คุ้ม ;_; และอีกอย่างกะว่าจะพยายามศึกษาเรียนรู้มันด้วย เผื่อว่ามีคนถามจะได้คุยกับเค้าได้

ครั้งก่อนผมบ่น Metro Mode ไปแล้วว่ามันห่วยขนาดไหน ครั้งนี้จะมาบ่นว่า Desktop Mode ใน Windows 8 มันมีอะไรที่ทำให้ชีวิตแย่ลงบ้าง โดยในการ Review นี้จะเน้นไปที่การใช้ Desktop Mode โดยเมาส์กับคีย์บอร์ดเป็นหลัก

Start button is gone.

Start Menu ใน Windows 7 ทำออกมาดีมาก มีความสามารถเยอะแยะที่ช่วยให้ชีวิตสะดวกขึ้น แต่พอ Windows 8 ทาง Microsoft ทำ Start Screen ออกมา แล้วกลัวว่าจะไม่มีคนใช้ ก็เลยตัดปุ่ม Start ทิ้ง เพื่อบังคับให้คนไปใช้ Start Screen แทน เลยกลายเป็นว่าสิ่งดีงามที่ทำมาใน Windows รุ่นก่อนๆ หายไปหมดเลย ว่าดูกันว่าเมื่อไม่มี Start Button จะเกิดความลำบากอะไรบ้าง

1. Recent Used App & Recent Used File

A7Pc2KyCcAAviuE

รายชื่อแอปล่าสุดที่เปิดใช้ กับรายชื่อไฟล์ที่เคยเปิด เมื่อก่อนใน Windows 7 ถ้าเราใช้โปรแกรมไหนทำงานบ่อยๆ มันก็จะขึ้นรายชื่อโปรแกรมมาใน Start Menu พอเราเอาเมาส์ไปชี้ มันก็จะโผล่รายชื่อไฟล์ที่เราเคยเปิดขึ้นมา ซึ่งรายชื่อไฟล์ตรงนี้สามารถตั้งปักหมุดให้มันโชว์อยู่ตลอดได้ สำหรับไฟล์ที่เราเปิดใช้ประจำ พอมาใช้ Windows 8 ตรงส่วนนี้หายไป ถ้าจะเปิดไฟล์คงต้อง Search ชื่อเอาอย่างเดียว

2. Highlight Newly Installed App

คือใน Windows 7 เนี่ย เวลาเราติดตั้งโปรแกรมใหม่เข้าไป มันจะขึ้นรายชื่อของโปรแกรมตัวนั้นมาที่ลำดับล่างสุดใน Start Menu แต่ใน Windows 8 เนี่ย โปรแกรมที่ติดตั้งใหม่มันจะไปกองอยู่ด้านขวามือของ Start Screen ซึ่งเวลาจะใช้ก็ต้องเอาเมาส์เลื่อนไปทางขวาสุด หรือไม่ก็ต้องกดปุ่ม End บนคีย์บอร์ดถึงจะเปิดโปรแกรมนั้นได้

ปัญหาคือ ถ้าโปรแกรมที่เราลงมันสร้างไอคอนมามากมาย (เช่น Visual Studio หรือ Nero) ใน Start Screen มันจะโชว์ไอคอนพวกนี้มาหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นไอคอนสำหรับเปิดโปรแกรม, อ่าน Help, ลบโปรแกรม, หรือไอคอนสำหรับปรับค่าของโปรแกรมก็จะไปโผล่ใน Start Screen ด้วย ซึ่งวิธีแก้ก็คงต้องรอให้ผู้พัฒนาโปรแกรมทำตัวติดตั้งมาให้ดีๆ ไม่สร้างไอคอนมั่วซั่ว หรือไม่ Microsoft ก็ต้องคิดอัลกอริทึมในการแสดงผลไอคอนของโปรแกรมใน Start Screen ให้มันแสดงเฉพาะไอคอนที่มีประโยชน์จริงๆ

3. Shut down, Lock & Lock off

ปกติเวลาเราจะ Shut Down เครื่อง ก็สามารถกดจากปุ่ม Start ได้เลย แค่คลิก 2 ครั้งก็เสร็จ แต่ใน Windows 8 นี่มันทำให้ยากขึ้น คือต้องไปเปิด Charm Bar ก่อน (จะเลื่อนเมาส์ไปมุมขวาจอหรือกด Windows-C ก็ได้) เลือก Settings เลือก Power จากนั้นค่อยเลือก Shutdown … วุ่นวายมากกกก

pic2

ส่วนถ้าจะ Lock Off ไม่สามารถทำจากหน้า Desktop ได้ ต้องมาที่หน้า Start Screen แล้วมากดที่ชื่อ User ตรงมุมขวาบน แล้วถึงจะ Lock เครื่องหรือ Log Off ได้ (ใน Windows 8 เปลี่ยนจากคำว่า Log Off เป็น Sign Out)

pic3

4. User’s home directory

pic4

Start Menu ของ Windows 7 เราสามารถที่จะกดที่ชื่อ User ของเรา เพื่อให้เปิด Home Directory ของเราขึ้นมาได้ แต่ใน Windows 8 นี่เปิดขึ้นมาก็จะเป็น Library ก่อน ถ้าอยากเปิด Home Directory ต้องกดไปที่ Desktop แล้วถึงกดเข้าไปที่ Home อีกที ซึ่งการใช้งานแบบนี้ก็สร้างภาระให้ชีวิตอยู่พอสมควร

Hybrid pain.

คอนเซปต์ของ Windows 8 คือออกแบบมาเพื่อใช้กับ Tablet เป็นหลัก และผลักให้ Desktop กลายเป็นรอง ฟังดูเหมือนจะดี แต่พอเอาเข้าจริงมันดันกลายเป็นว่าโหมดนึงคือเอามือถือมาขยายให้ใหญ่ ส่วนอีกโหมดดันกลายเป็นเอา Desktop มาตัดแขนขาให้พิการซะงั้น ความไม่สมบูรณ์ของทั้ง 2 โหมดทำให้เราไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ในโหมดไหนโหมดนึงได้ เพราะการทำงานจริงมันต้องเด้งกลับมาทำที่อีกโหมดตลอด ตัวอย่างเช่น …

1. Control Panel

การปรับค่าของระบบ ใน Windows รุ่นก่อนๆ เราจะไปปรับกันที่เดียวคือ Control Panel แต่ใน Windows 8 นี่จะมีส่วน PC settings เพิ่มขึ้นมา ซึ่งหลายๆ ส่วนเป็นการดึงเอา Control Panel เดิมไปทำให้เป็น Metro เพื่อปรับแต่งค่าใน Metro Mode และเหลือส่วนที่เป็น Control Panel เดิมเอาไว้ปรับแต่ค่าที่เกี่ยวข้องกับ Desktop Mode แต่เอาเข้าจริงแล้วทั้ง 2 โหมดมันดันต้องมีการสลับไปสลับมา ไม่สามารถทำให้เสร็จในตัวของมันเองได้ ซึ่งทำให้หงุดหงิดอยู่ไม่น้อย เช่น

pic7

ในการตั้งค่าภาษา ถ้าเราจะลงภาษาเพิ่ม หรือแก้ไขการตั้งค่าภาษาของเครื่อง มันจะเด้งให้เรามาปรับที่ Desktop Mode

pic8

หรืออย่างใน Control Panel ตรงส่วนของ User เราสามารถที่จะแก้ไขประเภทของ User หรือจัดการ User อื่นๆ ในระบบได้ แต่ถ้าจะแก้ไขข้อมูล User ของตัวเอง กลับต้องเข้าไปทำใน Metro Mode ซึ่งมันดูไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่

นอกจากนี้ยังมีโปรแกรมที่ออกแบบมาให้ทำงานซ้ำซ้อนกันใน Metro Mode และ Desktop Mode เช่น Windows Update ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 2 ที่ คือแบบ Metro และแบบ Desktop แต่ทั้ง 2 โหมดมันดันทำงานพร้อมกันได้ ทำให้เครื่องผมขึ้นจอฟ้าตอน Windows กำลัง Update ไป 2 รอบติดๆ กัน ==”

pic5 pic6

2. Default app

ตรงนี้เป็นส่วนที่น่ารำคาญที่สุดของ Windows 8 เลย คือมันตั้งค่า Default App สำหรับเปิดพวกไฟล์รูปภาพ หรือไฟล์ PDF เป็น Metro App ทำให้เวลาเราเข้า Windows Explorer แล้วเปิดดูรูป มันจะเด้งกลับไปหน้า Metro แล้วเปิดรูปขึ้นมาใน Metro Mode แล้วพอเราปิดโปรแกรม แทนที่มันจะเด้งกลับไปที่ Windows Explorer เหมือนเดิม มันดันเด้งไปหน้า Start Screen กลายเป็นว่าเราต้องกดที่ไอคอน Desktop เพื่อกลับมาทำงานต่ออีกรอบ

วิธีแก้คือต้องมาตั้ง Default Program ใน Control Panel เพื่อให้มันเปิดโดยใช้ Desktop App อย่างที่ควรจะเป็นแทน

pic9

ถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่าใน Windows 8 มันมีโปรแกรม Windows Photo Viewer มาให้อยู่แล้ว ถึงตอนนี้ผมยังสงสัยอยู่ว่าระดับ Microsoft แล้ว การเขียนฟังก์ชันขึ้นมาเพื่อเช็คว่าตอนนี้ผู้ใช้กำลังทำงานอยู่โหมดไหน แล้วเวลาจะเปิดไฟล์ก็ใช้โปรแกรมสำหรับโหมดนั้นเป็นตัวเปิดแทนนี่มันยากนักเหรอ

3. Wifi

ตัวอย่างของการจับ Metro มายัดใส่ Desktop ได้แบบไม่มีศิลปะที่สุดคือวิธีการต่อ Wifi คือเวลาเราจะต่อ Wifi นี่ต้องเอาเมาส์มาคลิกที่ไอคอน Network ตรงมุมขวาล่าง พอคลิกปุ๊บ แถบดำๆ ใหญ่ๆ จะโผล่มาบังที่ด้านขวา อย่างในรูป

pic10

Interface มันโคตรอุบาทว์อ่ะ … คือนอกจากที่มันจะทำออกมาไม่สวยอย่างแรงแล้วยังใช้งานยากด้วย เพราะตอนเราคลิกที่มุมขวาล่าง แต่พอรายชื่อ Wifi โผล่มา ดันไปโผล่ที่มุมขวาบน ต้องเลื่อนเมาส์ขึ้นไปสุดจอเพื่อต่อ Wifi =”=

ถึงแม้ไอ้แถบดำๆ ที่โผล่มา เรายังสามารถคลิกขวาที่ตัว Wifi เพื่อดู Status หรือดู Properties ได้อยู่ แต่มันก็จะดีกว่านี้ถ้าเอาการต่อ Wifi แบบเดิมกลับมา

wifinetworkproperties

4. Aero Theme

เมื่อกี้ว่าหน้าจอการต่อ Wifi มันไม่สวยแล้ว สิ่งที่โคตรจะไม่สวยอีกอย่างนึงคือใน Windows 8 มันตัด Aero glass ออก … ก็ไอ้หน้าจอโปร่งใสสวยๆ น่ะแหละ คือตอนนี้ Theme ของ Desktop Mode มันถูกปรับแต่งมาเพื่อให้เข้ากับสไตล์ Metro แต่ผลที่ได้คือมันดูแย่เอามากๆ Interface แบบเดิมยังดูดีซะกว่า ที่สำคัญถ้าเราเอาโปรแกรมที่มันทำมาเพื่อ Aero Glass Effect มาใช้ใน Windows 8 นี่ยิ่งตอกย้ำความไม่สวย ดูอย่างในภาพเลย Paint.Net ใน Windows 7 ดูดีกว่าใน Windows 8 มากๆ

pdn35_kirkland

paint

5. Multi-tasking

การทำงานหลายๆ อย่างพร้อมกัน โดยใช้ทั้ง Desktop Mode และ Metro Mode นี่เป็นอะไรที่ลำบากมากๆ อย่างแรกเลยคือเราจะมี Taskbar อยู่ 2 ที่ ที่แรกคือมุมซ้ายบนของจอ ซึ่งเอาไว้สลับโปรแกรมของ Metro Mode ส่วนอีกที่คือ Taskbar ปกติที่อยู่ด้านล่างของจอ

ปัญหาคือ แอปของ Desktop Mode กับ Metro Mode มันรันแยกกัน โปรแกรมที่เราเปิดใน Metro Mode จะไม่โผล่ใน Taskbar ของ Desktop Mode และโปรแกรมทีเปิดใน Desktop Mode จะไม่โผล่ใน Task Switcher ของ Metro Mode ทำให้เราไม่สามารถรู้ได้ว่าตอนนี้เราเปิดแอปทั้งหมดกี่ตัวแล้ว

ปัญหาอีกอย่างนึงคือ แอปของ Metro Mode มันรันเป็น Full Screen ตลอด ทำให้การเล่น Twitter ใน Metro Mode คู่กับการพิมพ์งานใน Desktop Mode นั้นทำได้ยาก เพราะต้องสลับทั้งจออยู่ตลอดเวลา และจากที่ใช้มา ผมก็ยังไม่เห็นความจำเป็นว่าในเมื่อผมกำลังพิมพ์งานอยู่ใน Desktop Mode ทำไมต้องสลับไป Metro Mode เพื่อไปเช็คอีเมลแบบ Full Screen บนจอ Full HD ด้วย???

วิธีแก้ปัญหาง่ายๆ ก็คือ ในเมื่อเราทำงานใน Desktop Mode เป็นหลัก ก็ใช้แค่ Desktop Mode น่ะแหละ ส่วนแอปไหนของ Metro Mode ที่ไม่มีประโยชน์ก็ลบทิ้งให้หมด เปิดทิ้งไว้ก็เปลืองแรมเปล่าๆ ดังนั้นหน้าจอ Start Screen ของผมก็เลยเหลือโปรแกรมที่เป็นประโยชน์อยู่เท่านี้

pic11

ทำยังไงให้ใช้ Windows 8 ได้อย่างมีความสุข

วิธีจะใช้ Windows 8 โหมด Desktop ให้มีความสุข คือต้องเอา Start Button กลับมา และปิด Metro Mode ทิ้งไปซะ

ถึงแม้ Microsoft จะเอา Start Button ออกจาก Windows 8 แต่โครงสร้างระบบรวมถึงโค้ดหลายๆ ส่วนของ Start Menu ยังคงอยู่ ดังนั้นเราจึงสามารถดาวน์โหลดโปรแกรมจำลอง Start Menu มาใช้ได้ ซึ่งก็มีอยู่หลายโปรแกรม เช่น ViStart, Classic Shell, RetroUI, StartIsBack หรือ Piwik แต่ตัวที่ผมใช้งานอยู่เป็นประจำและคิดว่าดีที่สุดคือ Start8 ของ StarDock

A8YUQjACUAA_g3y

ข้อดีคือมันเอาความสามารถของ Start Menu ใน Windows 7 มาได้สมบูรณ์กว่าตัวอื่นๆ แถมยังตั้งค่าให้แสดงเฉพาะแอปของ Desktop Mode ในรายชื่อโปรแกรมได้ด้วย นอกจากนี้ยังสามารถปิด Hot Corner ต่างๆ ปิด Charm รวมถึงตั้งค่าให้ล็อกอินเข้ามาใน Desktop Mode ได้โดยตรงโดยไม่ผ่าน Start Screen ได้อีกด้วย ราคามันก็ 150 บาท ทดลองใช้ได้ 30 วัน ก็คิดว่าคงจะซื้อแหละ เพราะมันช่วยให้ใช้งาน Windows 8 ได้สะดวกขึ้นจริงๆ

เขียนบล็อกครั้งหน้าคงจะเปลี่ยนมาเป็นการชื่นชมความดีงามของ Windows 8 บ้าง เพราะต้องยอมรับจริงๆ ว่าหลายๆ ส่วนมันถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้การใช้งานมันสะดวกขึ้นจริงๆ และผมสามารถใช้งาน Windows 8 เป็น OS หลักแทน Windows 7 ได้

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s