Dark Mode, Windows

Review Windows 8 กับประสบการณ์การใช้งานที่สุดแสนตื่นเต้น (ตอนที่ 1)

ใช้ Windows 8 ตัวเต็มบนเครื่องจริงมาได้เกือบๆ 2 วันแล้วครับ จากที่ก่อนหน้านี้ลองเล่นใน VM แล้วพบข้อจำกัดหลายอย่าง แต่พอได้ลองใช้กับเครื่องจริงแล้วก็พบว่ามันดีขึ้นกว่าที่เคยลองใน VM เยอะ แต่เท่าที่ใช้งานมา ตัว Windows 8 เองมันก็ยังมีข้ออึดอัดและความไม่สมเหตุสมผลอยู่หลายอย่าง ตามที่ผมได้บ่นๆ ไปใน Twitter แต่การบ่นทีละ 140 ตัวอักษรมันไม่สะใจพอ เลยมาเขียนลงบล็อกเลยละกัน

จากการเรียนวิชา Software Engineer และ HCI ทำให้ได้รู้ว่า Software ที่ดี จะต้องเป็นมิตรกับผู้ใช้ คือสามารถใช้งานได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องอ่านคู่มือ ดังนั้น Review นี้จึงเป็นประสบการณ์การใช้งานแบบไม่ได้อ่านคู่มือ และไม่ได้อ่านอะไรเลย ลองเล่นจากประสบการณ์และการเดาล้วนๆ

First Impression

ความประทับใจแรกกับ Windows 8 คือ… ติดลบ!!! Windows อะไรวะใช้ยากมากมาย ขนาดว่าเราเคยใช้มาตั้งแต่ Windows 3.1, 95, 98, ME, 2000, XP, Vista, 7 หรือพวก DE ของ Linux อย่าง Gnome Classic, Gnome Shell, KDE, Cinnamon, MATE, Pantheon ก็ยังไม่เห็นต้องมาเสียเวลาทำความเข้าใจกับระบบของมันมากขนาดนี้

อย่างแรกเลย คือ Windows 8 เนี่ย มันมีการทำงานอยู่ 2 โหมดด้วยกัน คือ Metro Mode ที่หน้าตาเป็นเหลี่ยมๆ ดำๆ เหมือนใน Windows Phone กับ Desktop Mode ซึ่งก็คือหน้าจอแบบ Windows 7 ที่เราคุ้นเคยกันดี ปัญหาก็คือไอ้หน้าจอ Metro Mode เนี่ยมันออกแบบมาสำหรับอุปกรณ์ที่เป็นจอสัมผัส เช่น แท็บเล็ต แต่ Desktop Mode นี่ออกแบบมาสำหรับใช้กับ Keyboard+Mouse ปัญหาก็คือ ทั้ง 2 โหมดนี้มันไม่ได้แยกจากกันโดยสิ้นเชิง แต่มันถูกจับให้อยู่มาอยู่รวมกันแบบขาดๆ เกินๆ

Let the game begin

หลังจากติดตั้ง Windows 8 เสร็จ หน้าจอก็จะเข้ามาอยู่ใน Start Screen ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายๆ แบบนี้

(ภาพจาก Wikipedia)

เนื่องจากผมเคยไปลองเล่น Windows Phone มาก่อน เลยพอจะรู้อยู่บ้างว่ามันใช้งานยังไง ก็เลยจะลองเลื่อนหน้าจอดูว่ามันมีโปรแกรมอะไรให้เล่นบ้าง ว่าแล้วก็เอาเมาส์ไปกดคลิกที่จอแล้วลากจากซ้ายไปขวา… เฮ้ยทำไมมันไม่ไปวะ… ลองอีกทีซิ… ก็ไม่ไปเหมือนเดิม…

พอลองเลื่อนสกรอลเมาส์ดู เฮ้ยหน้าจอมันขยับว่ะ ถ้าเลื่อนสกรอลลง หน้าจอจะขยับไปทางซ้าย แต่ถ้าเลื่อนสกรอลขึ้น หน้าจอจะขยับไปทางขวา… โคตรไม่สมเหตุสมผลเลย ==”

เออไงๆ ก็ลองคลิกโปรแกรมดูซักตัว ดูซิว่าจะเป็นไง ว่าแล้วก็ลองกดไปที่โปรแกรม Bing หน้าจอของ Bing ก็โผล่ขึ้นมาแบบเต็มจอเลย ภาพพื้นหลังสวยงามมากๆ

โอเค สวยดี เดี๋ยวลองโปรแกรมอื่นบ้าง ว่าแล้วก็เลื่อนเมาส์เพื่อจะไปปิดโปรแกรม … ปุ่มปิดอยู่ไหนวะ…

ตามปกติปุ่มปิดมันควรจะอยู่ทางมุมขวาบนสิ ตอนแรกนึกว่ามันจะซ่อนไว้แบบว่าให้เอาเมาส์ไปชี้ถึงจะโผล่ อันนี้เอาไปชี้ยังไงก็ไม่โผล่… หรือมันจะเปลี่ยนไปอยู่มุมซ้ายบนแบบ Mac วะ เอ้าลองเอาเมาส์ไปชี้ทางซ้ายดู… ก็ยังไม่โผล่…

โชคดีที่โปรแกรมที่ผมเปิดคือ Bing ก็เลยได้ Search หาว่ามันปิดโปรแกรมยังไง …ผลการค้นหาก็ ให้เอาเมาส์ไปจิ้มที่มุมจอด้านบน แล้วลากหน้าจอโปรแกรมลงมาที่ด้านล่างของจอ เห้ยยย!!! ทำไมมันทำยังงี้วะเนี่ย เอาอะไรคิด *0*

หลังจากที่ Stun ไป 5 วิ ก็กลับมาหน้า Start Screen ใหม่ โอเค คราวนี้ลองกดที่โปรแกรม E-mail มันก็ให้ Sign-in พอ Sign-in เสร็จก็ถามประมาณว่าจะให้ Account นี้เป็น Microsoft Online Account ด้วยมั้ย (หรืออะไรประมาณนี้แหละ จำชื่อไม่ได้) ก็กด OK ไป มันก็จะโผล่หน้าจอแสดงอีเมลขึ้นมาแบบเต็มจอ… อืม… ประสบการณ์การเช็คอีเมลบนจอ Full HD … แค่เช็คเมลเฉยๆ จะต้องเปิดหน้าต่างเต็มจอเพื่ออะไรวะเนี่ย ==”

Hotmail ย่อมคู่กับอีเมลขยะเสมอ หลังจากเลือกอีเมลที่จะส่งไปลง Junk Box ผมก็มองหาปุ่ม Mark as Junk … มันอยู่ตรงไหนวะ ==” ไอ้ปุ่มที่อยู่มุมขวาบนมันก็มีแค่ New, Reply กับ Delete

สงสัยจะมีเมนูโผล่ขึ้นมาตอนคลิกขวา ว่าแล้วก็ลองคลิกขวาที่อีเมลฉบับนั้นดู จากนั้นเมนูก็โผล่ขึ้นมา แต่แทนที่จะโผล่ขึ้นมาข้างๆ เมาส์ มันก็ดันโผล่มาเป็นแถบดำอยู่ด้านล่างของหน้าจอ… ผมคลิกที่อีเมลที่อยู่มุมซ้ายบนของจอ แต่ปุ่ม Move ไป Junk Box ดันมาอยู่มุมขวาล่างสุด ==”

Microsoft ควรจะทำปุ่ม Mark as Junk เป็นปุ่มใหญ่ๆ ไว้เลยนะครับ เพราะมันได้ใช้บ่อยมากกกกกก มันคือเอกลักษณ์ของ Hotmail เพราะเมลแต่ละวันที่เข้ามานี่กว่าครึ่งเป็นเมลขยะทั้งนั้น

พออยากเลือกอีเมลทีละหลายๆ ฉบับ มันก็ดันไม่มี Check Box ให้เลือกซะอีก แล้วต้องมาไล่กดทีละอันเหรอวะ… หลังจากส่งเมลอันแรกไป Junk Box เสร็จ ก็เลยมาลองกดคลิกขวาที่เมลอีกฉบับเพื่อให้มันขึ้นเมนูมา แล้วบังเอิญว่าไปกดคลิกขวาที่อีเมล 2 ฉบับต่อกัน… มันดันกลายเป็นว่าไปเลือกอีเมลอีกฉบับนึงมาเพิ่มอีกด้วยซะงั้น… อ้าว ถ้าจะเลือกอีเมลทีละหลายๆ ฉบับนี่ไม่ได้ใช้ Check Box แต่ต้องกดคลิกขวาในเมลแต่ละฉบับเอาเรอะ!!! หมดกัน ประสบการณ์การใช้งาน Windows มาเกือบ 20 ปีของกู… ไปไม่เป็นเลย T-T

หลังจากติด Stun อยู่ 10 วิ ก็เคลียร์อีเมลขยะเสร็จเรียบร้อย อยู่ๆ มีข้อความ MSN เด้งขึ้นมา… หืม… กูว่ากูเลิกเล่น MSN มาปีกว่าแล้วนะ มันมาจากไหนหว่า ==? … พอกดมาดูหน้า Start Screen ก็พบว่าในแอป Messaging มีข้อความเข้า (ตอนแรกเห็นไอคอนนึกว่าเอาไว้ส่ง SMS) พอเปิดไปดูปรากฎว่ามันเป็น MSN แถมมันยัง Sing-in ตั้งสถานะเป็น Online ให้พร้อมอีกต่างหาก อ้าว อะไรวะเนี่ย ไม่ถงไม่ถามเรื่อง MSN ซักคำ ==”

ว่าจะเปลี่ยนเป็น Offline ก็เลยไปกดที่รูปโปรไฟล์ อ้าว ไหนล่ะที่ให้เปลี่ยนเป็น Offline เห็นมีแต่ให้เพิ่ม Account ของ Facebook, Twitter, Google กับอะไรอีกไม่รู้ ==”

โชคดีที่มันกด Back กลับมาได้ จากประสบการณ์เมื่อก่อนหน้านี้สอนให้เรารู้ว่า ต้องลองกดคลิกขวาแล้วเมนูจะโผล่ ว่าแล้วก็ลองกดคลิกขวาที่รูปโปรไฟล์มุมขวาบน… เออดี กดมุมขวาบน ปุ่มเปลี่ยนสถานะมาโผล่อยู่มุมซ้ายล่าง =”=

หลังจาก Offline MSN ได้อย่างยากลำบาก ก็มาลองเสี่ยงตายกับโปรแกรมอีกตัว คือ Internet Explorer เวอร์ชั่น 10 พอเปิดขึ้นมาก็พบว่า IE 10 ถูกตัดแขนตัดขาให้เหลือแต่แถบดำๆ อยู่ข้างล่างของหน้าจอ… ที่สำคัญ IE 10 มันเปิดเว็บได้เร็วมาก Microsoft พัฒนาโปรแกรมได้ดีขึ้นเยอะ… แต่เสียใจถึงทำมาดียังไงผมก็ใช้ Chrome อยู่ดี =w=

หลังจากที่พอเข้าใจระบบการทำงานของ Metro UI แล้ว ก็ลองเปิดเล่นโปรแกรมอื่นๆ ดู แล้วก็พบว่า โปรแกรม Maps กับ Weather นี่เจ๋งมาก สวยด้วย โหลดเร็วด้วย ส่วน Calendar นี่ก็น่าจะโอเคมั้ง แสดงวันเกิดของคนในลิสต์ MSN ของเรา แต่ถึงจะเจ๋งยังไงก็คงไม่ได้ใช้อยู่ดีเพราะใช้ Google Calendar กับมือถือ Android สะดวกกว่าเยอะ

What time is it?

พอเล่นไปเรื่อยๆ ก็ลืมไปว่าตอนนี้กี่โมงแล้ว เลยกดมาหน้า Start Screen เพื่อดูเวลา… เดี๋ยวนะ แล้วนาฬิกาในหน้า Start Screen นี่มันอยู่ตรงไหนวะ แอปชื่อ Clock ก็ไม่เห็นมี แล้วจะดูเวลายังไง !? ลองเอาเมาส์จิ้มมุมจอครบทั้ง 4 มุมแล้วนาฬิกาก็ยังไม่โผล่

ปรากฎว่า พอเอาเมาส์จิ้มที่มุมจอด้านขวามือมุมบนสุดหรือล่างสุด แล้วเลื่อนขึ้นมาอีกนิดนึง แถบสีดำก็จะโผล่ขึ้นมา… เยี่ยมจริงๆ เอาเมาส์ไปจิ้มที่มุมด้านขวา เพื่อให้นาฬิกาโผล่มาด้านซ้าย นี่ Microsoft คงต้องการให้เราขยับคอออกกำลังกายตอนใช้คอมจอใหญ่แน่ๆ เลย ขอบคุณ Microsoft –/\-

Multitasking

ตอนแรกผมเข้าใจว่า Metro Mode มันเปิดใช้งานได้ทีละโปรแกรม ถ้าอยากใช้โปรแกรมใหม่ต้องปิดตัวเก่าลงไปก่อน เพราะตอนนั้นยังไม่รู้ว่าจะกลับมา Start Screen ยังไง (มันไม่เห็นมีปุ่ม Home ให้กดเหมือนในมือถือนี่หว่า) พึ่งสังเกตว่าถ้าเอาเมาส์ไปจิ้มที่มุมจอซ้ายบน จะแสดงรูปย่อของหน้าต่างโปรแกรมที่เปิดอยู่ แต่ถ้าเอาเมาส์มาจิ้มมุมจอซ้ายล่าง จะเป็นภาพหน้าต่าง Start Screen… เออมันทำอย่างนี้นี่เอง เสียเวลาเปิดปิดโปรแกรมอยู่ตั้งนาน ==” อารมณ์เหมือนตอนเล่น Red Alert 2 ครั้งแรก ที่ไปกดดับเบิ้ลคลิกทหาร GI ทีละตัวๆ เพื่อสั่งให้มันตั้งบังเกอร์ ทั้งๆ ที่เอาเมาส์ลากคลุมทุกตัวแล้วกดปุ่ม d บนคีย์บอร์ดก็ได้ ==”

โอเค ตอนนี้รู้แล้วว่าเวลาจะสลับโปรแกรม ให้เอาเมาส์ไปจิ้มเลือกที่มุมซ้ายบน ส่วนถ้าจะเปิดโปรแกรมใหม่ก็ให้เอาเมาส์ไปจิ้มมุมซ้ายล่าง

ทีนี้เปิดโปรแกรมทิ้งไว้หลายตัว อยากปิดตัวที่ไม่ได้ใช้ ก็เลยเอาเมาส์ไปจิ้มที่มุมซ้ายบน เพื่อให้มันแสดงภาพย่อของโปรแกรมที่เปิดไว้ขึ้นมา ตอนแรกเข้าใช้ว่ามันทำเหมือน Android ตรงที่เราสามารถลากแอปออกมาจากช่องนั้นแล้วโยนทิ้งได้เลยเพื่อเป็นการปิดโปรแกรม… ปรากฎว่าไม่ใช่แฮะ การลากมาแล้วโยนทิ้งคือการเปิดโปรแกรมนั้นขึ้นมา

เอาใหม่ จิ้ม คลิก แล้วก็ลากมันลงมาจากมุมซ้ายบนสุดมาที่มุมล่างสุดของหน้าจอ… ถ้าอยากปิดโปรแกรม 10 กว่าก็ต้องลากมันทั้ง 10 กว่าตัวน่ะแหละ

พอดีคิดไว้ว่า มันน่าจะทำเหมือนตอนลบเมลรึเปล่าที่สามารถคลิกขวาที่ไอคอนของโปรแกรมที่เปิดอยู่ไว้หลายๆ ตัว แล้วจะมีเมนูโผล่มาที่ด้านล่างของจอเพื่อให้กดปิด… เอ้าก็ลองดู ปรากฎว่าพอลองคลิกขวาที่ไอคอนของโปรแกรม เมนู Close ดันโผล่ขึ้นมาตรงที่เมาส์อยู่เลยเว้ยเฮ้ย *0* ทำไมมันไม่ทำให้เหมือนกันล่ะเนี่ย ==”

Show Desktop

พึ่งสังเกตว่าถ้าเอาเมาส์ไปจิ้มที่มุมจอด้านต่างๆ สิ่งที่โผล่ขึ้นมาจะแตกต่างกันไป อย่างเช่นมุมด้านบนคือรายการแอปที่เปิด มุมซ้ายล่างคือไปหน้าจอ Start Screen ทีนี้มุมขวาบนกับมุมขวาล่าง พอเอาเมาส์ไปชี้ก็จะโผล่ไอ้เมนูอะไรซักอย่างขึ้นมาตรงขวากลางของหน้าจอ

สิ่งที่โผล่ขึ้นมาก็จะมีอยู่ด้วยกัน 5 ปุ่ม คือ

  • Search เอาไว้ดูรายชื่อแอปทั้งหมดที่ติตดั้งในเครื่อง
  • Share เอาไว้ทำไรไม่รู้ กดมาแล้วมันบอก Nothing to Share (ถ้าตอนนั้นมันไม่มีอะไรให้แชร์ก็ไม่ควรจะโผล่มาให้เห็นสิ จริงมั้ย ==”) ปุ่ม Share เป็นตัวอย่างที่ดีของการออกแบบ UI ที่แย่ เพราะการที่ปุ่มมันโผล่มาให้กดแล้วดันบอกไม่มีอะไรจะแชร์ แล้วก็ไม่บอกว่ามันใช้ยังไง จะแชร์อะไรยังไง คือต่อให้ปุ่มนี้มันจะมีฟังก์ชันวิเศษอะไรขนาดไหน ผู้ใช้ก็คงไม่มากดปุ่มนี้อีกเป็นครั้งที่สองแล้ว
  • Start อืม… เอาไว้เรียก Start Screen แบบเดียวกับที่เอาเมาส์จิ้มมุมซ้ายล่าง
  • Device น่าจะเอาไว้ต่อกับพวกเครื่องพิมพ์หรือโปรเจคเตอร์
  • Settings อ่อ เอาไว้ปรับเครื่อง

โอ้ ในที่สุดก็เจอวิธีปิดเครื่องแล้ว แค่

  1. ลากเมาส์มาที่มุมขวาล่าง
  2. เลื่อนเมาส์ขึ้นข้างบนนิดๆ
  3. คลิกที่ปุ่ม Settings
  4. คลิกที่ปุ่ม Power
  5. จากนั้นคลิกที่ปุ่ม Shut Down

ก็จะปิดเครื่องได้อย่างรวดเร็วทันใจ =w=

ตั้ง 5 ขั้นตอนเลยเหรอกว่าจะปิดเครื่องได้ นี่กูใช้ Windows 8 รึ Windows 98 อยู่วะเนี่ย =”=

ว่าแล้วก็ลองเข้าไปดูในเมนู Settings ซะหน่อยว่ามันมีอะไรให้เล่นบ้าง =w=

ปึ้ง!!! ตัดเข้าโฆษณาให้อารมณ์ค้างแบบรายการ The Voice … รออ่านต่อตอนที่ 2 และตอนต่อๆ ไปได้เร็วๆ นี้ (หวังว่า Windows 8 คงไม่ห่วยมากถึงขนาดให้ผมเขียนได้ 9 ภาคแบบ Star Wars หรอกนะ ==”)

Advertisements

3 thoughts on “Review Windows 8 กับประสบการณ์การใช้งานที่สุดแสนตื่นเต้น (ตอนที่ 1)

  1. วันนี้ลงครั้งแรก บอกได้คำเดียว windows 7 สบายที่สุดแล้ว
    พยายามคิดต่าง แต่ไม่เป็นมิตรกับผู้ใช้เลย

  2. ผมเคยใช้เหมือนกัน windows 8 เนี่ย แต่ไม่สามารถทนความงี่เง่าของมันได้เกิน ครึ่งชั่วโมง รีบ format แล้วลง windows 7 เหมือนเดิม
    แทนที่จะออกแบบมาให้ใช้งานง่ายสุดๆ แต่กลับออกแบบมาให้ใช้งานได้ยากสุดๆๆๆๆ บ้าไปแล้ว microsoft สงสัยจะกินยาลืมเขย่าขวด เหอะๆ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s